วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ






เช้าวันนี้อากาศสดใส ลมหนาวพัดมาให้อบอุ่นหัวใจ พอเย็นใจ ได้ฟังเพลงเก่า ของเบิร์ด ธงไชย (อีกแล้ว) ชื่อเพลง "หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ" ฟังกี่ที ก็ยังคงความไพเราะเหมือนเดิม เนื้อหาของเพลงได้พูดถึงการดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะตอนที่เราต้องห่างกัน หรือตอนที่เราใช้เวลาอยู่ร่วมกัน เมื่อฟังเพลง ก็ทำให้ย้อนมานั่งดูว่า ตอนนี้เราได้ดูแลคู่ของเราดีพอหรือยัง มีสิ่งใดที่ขาดตกบกพร่องไปบ้าง หรือมีอะไรที่เรายังไม่เคยทำเพื่อคนที่เรารัก เพราะในบางครั้งเราอาจจะเคยทำร้ายหัวใจ ทำร้ายความรู้สึกดีๆของคนที่เรารักไปบ้าง โดยที่เราไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่เราไม่เอ่ยคำว่า "ขอโทษ" เพียงเพราะว่าความเคยชินหรือเพียงเพราะเห็นแก่ศักดิ์ศรี แล้วคิดเองเสมอว่า เราต้องเป็นฝ่ายโดยง้อ มากกว่าไปง้อหรือเอ่ยคำว่าขอโทษ ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิด และต้องรีบแก้ไขโดยด่วน เพราะคงไม่มีใครจะยอมใครได้ไปตลอดทั้งชีวิต ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีความผิดแล้วยังต้องมารับผิดแทนด้วยแล้ว สักวันแก้วที่มีรอยร้าวก็จะต้องแตก จนไม่สามารถประกอบกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แน่นอน

ทางที่ดีที่เราจะเลี่ยงเหตุการณ์แบบนั้น คือเราต้องคิดเสมอว่า อะไรที่เราไม่อยากให้เป็น ไม่อยากให้อีกฝ่ายปฏิบัติกับเรา แน่นอนเรารู้อยู่แก่ใจว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่อยากได้ เราก็ควรจะคิดเช่นนั้นและปฏิบัติตัวเช่นนั้นกับอีกฝ่ายเช่นกัน ใจเขา ใจเรา  ถ้าเราต่างคนต่างดูแลความรักซึ่งกันและกัน เหมือนในครั้งแรกที่เราเริ่มรู้จักกัน ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน รักษามิตรภาพที่ดีๆ เอาไว้ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะทำอะไร เพราะคงไม่มีใครอยากจะต้องมาคอยทะเลาะกัน ทุกคนไม่อยากมีปัญหา แต่เมื่อบางครั้งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราก็ควรแก้ที่ต้นเหตุ มากกว่าแก้ปัญหาเป็นครั้งคราวไป มันไม่ใช่หนทางที่ดีเลย หากเราพยายามใจเย็นลงสักนิด แล้วพยายามคิดทบทวนกับสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา แล้วหาทางแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก จะดีกว่ามั้ย? ถ้ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย อย่างน้อยความรู้สึกดีๆ ของแต่ละคนก็ไม่โดนบั่นทอนลงไป

หัวใจของคนเรามีไว้ให้รักกัน มากกว่ามีไว้ให้ทำลายความรู้สึกดีๆ ต่อกัน เมื่อเรามีหัวใจที่ตรงกันได้้แล้ว ความรู้สึกดี ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นมาพร้อมกับความรัก เมื่อเราต่างคนต่างใจตรงกัน ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะก่อกำแพงแห่งความรักเอาไว้ให้แน่นหนา ให้รักของเราทั้งสองคน อยู่คู่กันไปตลอด แค่เราหมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจของเรา แค่นี้ความรักและความรู้สึกดี ๆ ก็มีได้ทุกวันแล้วล่ะค่ะ  ยอมรับและเปิดใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ดูแลหัวใจกันมากขึ้น โลกของคุณสองคนก็จะมีแต่สีชมพู ที่สดใส จนใครหลายๆ คนต้องอิจฉากันเลยทีเดียว  ลองดูนะคะ ไม่ยากหรอกค่ะ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเอง แต่เราทำเพื่อคนที่เรารักแล้วคนๆ นั้นก็รักเราด้วย มันเยี่ยมใช่ไหมล่ะคะ?  ----- When i fall in love   โชคดีทุกคู่รักนะคะ

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

"กอด" คือเสื้อกันหนาวที่มี "หัวใจ"



คำว่า "กอด" แค่ได้ยินก็รู้สึก อบอุ่น แล้ว ยิ่งถ้าได้สัมผัสจากคนที่เรารักหรือรู้สึกดี จะิิยิ่งทำให้กอดนั้นอบอุ่นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ทุกวันนี้เรามีเวลากอดคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากน้อยแค่ไหนกัน บางคนทุ่มเวลาทั้งวันไปกับการทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว บางคนเอาเวลาหมดไปกับเรื่องไร้สาระต่างๆมากมาย แล้วปล่อยทิ้งคนในบ้านให้ว้าเหว่ เหงา และเปล่าเปลี่ยว เราลองใช้เวลาแค่สิบหรือยี่สิบนาที เข้าไปกอดแน่นๆ ความรู้สึกที่คุณจะได้รับ มากกว่าอะไรทั้งปวง พลังของการกอด ช่างอบอุ่นจนแทบไม่อยากจะปล่อยออกจากอ้อมกอดนั้นไปเลย

เคยได้ยินมาว่า กอด เป็นยารักษาชั้นเยี่ยมของคนที่กำลังตกอยู่ในภาวะเศร้าซึม เหงา อาจจะเป็นยาตัวเดียวที่ไม่ต้องหาซื้อที่ร้านยาที่ไหน และเป็นยาที่เราไม่ต้องเสียเงินสักบาทเพื่อจะได้ยาตัวนี้มา แต่เป็นยาที่เราสามารถผลิตได้เอง และทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเมื่อไหร่ เวลาไหน เพียงแค่เราโอบกอดหรือสวมกอดใครสักคนไว้ด้วยความรัก ไออุ่นจากความรักจะส่งผ่านจากการกอดกัน เป็นความอบอุ่นที่ทำให้ทั้งผู้ถูกกอดและผู้สวมกอดรับรู้ได้ว่า การกอดนั้นทำให้เรามีความสุขมากเพียงใด ไม่มีกอดใดทำให้คนปวดร้าว มีแต่เมื่อได้กอด จะทำให้มีความสุข ไม่แปลกเลยที่ประเทศหนึ่งจะเอาการ กอดกัน เป็นวัฒนธรรมของประเทศนั้น เื่มื่อเจอกัน จะสวมกอดกันอย่างเป็นมิตร และเป็นกันเอง บ่งบอกถึงความรักที่มอบให้กัน บางคนคิดว่า กอดกัน เป็นการกระำทำที่ไม่สมควร ในที่สาธารณะ หากคิดเช่นนั้น เราก็เลี่ยงที่จะทำกริยาแบบนั้นได้ ในที่ไพรเวท หรือที่เห็นสมควร เพราะคนที่เป็นผู้ใหญ่อาจจะคิดว่า วัฒนธรรมของคนไทยไม่เหมือนกับฝรั่ง นอกจากการกอดในวัยที่ต่างกัน เช่น ผู้ใหญ่กอดเด็ก หรือ เด็กกอดผู้สูงอายุ แต่ถ้าเ็ป็นวัยหนุ่มสาว บางทีคนอื่นอาจจะมองว่าไม่สมควร ก็ควรเลือกสถานที่ให้เหมาะสมนะคะ  จะทำให้การกอดไม่ถูกมองว่าเป็นอย่างอื่นในทางไม่ดีไป


หน้าหนาวแบบนี้ หลายๆ คน คงอยากมีใครสักคนเพื่อให้ไออุ่น หรือให้ความอบอุ่น การกอดกันเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่ทำให้หายหนาวได้ สำหรับคนโสด หรือคนที่อยู่ลำพัง คงมีเพียงเสื้อกันหนาว หรือผ้าห่มผืนหนา ๆ ที่พอจะช่วยให้บรรเทาความหนาวลงได้ แต่สำหรับคนที่มีความรัก อากาศหนาวแบบนี้ หลายคนคงจะนึกถึงคนที่ตนเองรักอยู่ใช่ไหมคะ?  คงจะดีไม่น้อยเลย ถ้าเวลาที่เรารู้สึกหนาว แล้วมีใครสักคนเดินเข้ามาโอบกอดเรา ให้ความอบอุ่นกับเรา ความหนาวก็คงจะบรรเทาไปได้อย่างดีเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น หน้าหนาวนี้ มาบอกรักกันโดยการ "กอด" กันดีกว่าค่ะ  นอกจากจะอุ่นกายแล้ว ยังอุ่นใจได้ด้วย เหมือนอย่างที่เค้าว่ากันว่า  "กอด"  คือเสื้อกันหนาวที่มี "หัวใจ" อย่างไงล่ะคะ  อิอิ

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ของขวัญวันปวดใจ

ขึ้นชื่อว่า "ของขวัญ" ใครๆ ก็อยากได้ ซึ่งการที่เราจะได้รับของขวัญนี้ส่วนใหญ่แล้วเนื่องในโอกาสดี ๆ หรือโอกาสพิเศษ  ตามเทศกาล โดยที่เราไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่เพียงแค่รู้ว่าจะได้รับของขวัญเราจะรู้สึกดีใจและตื่นเต้น โดยเฉพาะได้จากคนที่เรารัก  แต่สำหรับบางคน กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะของขวัญที่ได้รับนั้น กลับกลายของขวัญในวันที่ปวดใจ นั่นก็คือ การบอกเลิก บางคนเลือกวันและเวลาสำหรับการบอกเลิกกัน ในวันพิเศษของอีกคน นอกจากจะไม่ได้รับของขวัญที่ทำให้มีความสุขแล้ว ยังได้รับสิ่งที่เรียกว่าเสียใจมากที่สุดทดแทน ซึ่งแน่นอนของขวัญแบบนี้คงไม่มีใครอยากจะได้รับสักเท่าไหร่  ถ้าเลือกได้ คงจะไม่รับเลยด้วยซ้ำไป

แต่เมื่อเราได้รับของขวัญชิ้นนี้มาแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อไป จะนั่งคร่ำครวญ เสียใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือพยายามหาสาเหตุของการบอกเลิก  แรก ๆ คงไม่มีใครตั้งสติได้ เพราะเป็นอะไรที่กระทันหัน หรือบางคนโชคดีหน่อย ที่ว่าอาจจะมีลางบอกเหตุ หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ยอมรับได้ว่า  สักวันก็ต้องมีวันนี้ อาจจะตั้งตัวไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมรับความจริงได้ทั้งหมด ความเสียใจจากการต้องจากคนที่เรารู้สึกดีไป เป็นการเสียใจ ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นสำหรับชีวิตคู่  แต่เมื่อวันหนึ่งทั้งคู่ได้เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า อิ่มตัว จนไม่สามารถหาทางออกได้ดีไปกว่าการบอกเลิกแล้ว ก็คงต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว สักวันก็ต้องมีวันนี้  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะทำตัวอย่างไรไม่ให้ตนเองต้องเสียใจไปมากกว่านี้

1. ยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยให้คิดไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน และไม่สามารถครอบครองไว้ได้ตลอดไป  หากไม่ใช่สิ่งของ ที่ไม่มีหัวใจแล้ว ยากเหลือเกินที่จะทำให้ คน ๆ นึงอยู่กับเราไปได้ตลอดจนชีวิตของเรา ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้องอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันหลายอย่าง  ทั้งการปรับตัวเข้าหากัน และการเห็นอกเห็นใจ การอดทน อดกลั้น และอื่นๆ อีกมากมาย  ซึ่งน้อยคนนักที่จะผ่านจุดนี้ไปได้ ทุกคนย่อมมีวันที่เสียใจ และเสียของที่รักไป ไม่ว่าจะเป็นการจากเป็น หรือจากตาย  ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ต้องยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด เพื่อให้เรามีกำลังกาย กำลังใจที่จะเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย

2. ดูแลหัวใจตัวเอง ให้มีความสุขอยู่เสมอ ทำอย่างไร? ไม่ยากเลยค่ะ ถ้าคิดจะทำจริงๆ เมื่อเราทำข้อ 1 ได้แล้ว ต่อมาคือการทำจิตใจให้สดใส  ร่าเริง ไม่จมอยู่กับอดีตที่ผ่านมา มองไปข้างหน้า ไม่พาตัวเองไปสู่เรื่องเดิมๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆที่จะสามารถทำให้หวนกลับมาคิดถึงอีกได้ พยายามไปที่ ที่ไม่เคยไป พูดคุยพบปะกับเพื่อนหรือสร้างสัมพันธภาพกับมิตรภาพใหม่ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่เป็นการได้รู้จักเพื่อนเพิ่มอีกคนหรืออาจจะหลายคน เพื่อทดแทนคนที่เราเสียไปหนึ่งคน คิดแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่เพียงตัวคนเดียว และยังมีอะไรอีกมากมายที่จะทำให้เรา สร้างความสุขได้ สร้างรอยยิ้มได้ จากรอบข้างเรา หรือจากสิ่งแวดล้อมที่เราเจอในแต่ละวันเพียงแค่เราเปิดใจยอมรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามา แค่นี้ชีวิตก็ไม่น่าเบื่อและจมอยู่กับความเศร้า เมื่อเรามีความสุขจากภายนอก ก็จะส่งผลให้ภายในเรามีความสุขไปด้วยนะคะ

เมื่อเราทำได้ผ่านทั้ง 2 ข้อแล้ว เชื่อว่าต่อไป หากว่าได้รับของขวัญที่ปวดใจแบบนี้อีก ทุกคนจะเปิดของขวัญออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม แล้วยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีแม้น้ำตาออกมาเลยสักหยดเดียวค่ะ  เข้มแข็งเพื่อสิ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอย่าง แค่นี้ก็ทำให้เราผ่านอุปสรรคและความทุกข์ต่าง ๆ ภายในจิตใจเราไปได้อย่างแน่นอนค่ะ


วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เวลาไม่เคยพอ


เวลาของคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ทำไมหลายคนชอบบ่นว่า เวลาไม่เคยพอ เรามานั่งคิดบ้างเหรือเปล่าว่าเราเอาเวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องที่ไม่มีประโยชน์หรือไร้สาระหรือเปล่า? การบริหารเวลาเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวัน หากคนเราไม่รู้จักการใช้เวลาให้คุ้มค่า เวลาก็จะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์  ในวันๆ หนึ่งเราเริ่มจากการตื่นนอน เรามีเวลาอยู่จำกัดแค่ ครึ่งชม.หรือหนึ่งชม.เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว เตรียมพร้อมไปทำงานหรือทำธุรกิจส่วนตัวหรือไปศึกษาเล่าเรียน ทุกคนย่อมมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน  เวลาต่อมาเรามักจะเสียให้กับการเดินทางเพื่อไปทำงาน หรือไปเรียนยิ่งในกรุงเทพฯ ที่มีการจราจรที่ติดขัดแล้ว บางคนต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด เพื่อที่จะไปถึงที่ทำงานให้ทันเวลา โดยใช้ระยะเวลา
การเดินทางเกือบ 2-3 ชั่วโมงเลยก็มี  ในเมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมเราไม่เปลี่ยนแปลงหรือวางแผนใหม่ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนโดยการย้ายไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน เพื่อประหยัดเวลาการเดินทาง แถมยังพ่วงค่าใช้จ่ายด้วย จะเป็นการดีกว่าไหม? ถ้าหากทำไม่ได้เราก็หาที่ทำงานที่ใกล้กับบ้าน อย่างน้อยเป็นการดีหลายๆอย่าง เราไม่ต้องรีบตื่น และไม่ต้องกระตือรือร้นเพื่อไปทำงานแต่เช้าไม่ต้องผจญกับรถติดและปัญหาอื่นๆที่ตามมา  พอถึงที่ทำงาน เราทำงานเพื่อแลกกับเงินเดือน ใช้เวลาช่วงเช้าประมาณ 3-4 ชม.เรามีเวลาพักทานข้าวเที่ยงประมาณ 1 ชม. หมดไปแล้วครึ่งวัน เหลืออีกครึ่งวันหลังจากพักเที่ยงก็กลับเข้ามาทำงานต่อ
มีเวลาทำงานอีก 4 ชม. แล้วก็ถึงเวลาเลิกงาน หลังเลิกงาน เราจะไปไหนได้อีก นอกจากเดินทางกลับบ้านเพื่อมาพักผ่อน บางคนอาจจะแบ่งเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้าง หรือไปเดินห้างกับครอบครัว มีเวลาเหลือประมาณ ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องเข้านอนเพื่อพักผ่อนเตรียมพร้อมสำหรับเริ่มต้นวันใหม่ ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนก็มักจะวนเวียนแบบนี้  แต่สำหรับคนทำธุรกิจ บางคนอาจจะจัดสรรเวลาที่คล้ายๆกัน แต่บางคนอาจจะต้องทำมากกว่าเพื่อแลกกับเงินที่ต้องได้มาแต่ละวัน

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมบางคนจึงเรียกร้องอยากมีเวลาเพิ่มในแต่ละวัน เพราะหมดไปกับภาระหน้าที่ที่ต้องทำจะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจัดสรรเวลาใหม่ ทำทุกอย่างให้เป็นระบบ เวลางานก็ทำงาน ถ้าเลิกงาน เรามีเวลาให้กับคนในครอบครัวมากน้อยแค่ไหนเราไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกเพื่อหาอาหารหรู ๆ ทาน หรือไปที่ต่าง ๆ เพื่อสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แถมการไปแต่ละครั้งก็หมดไปกับการเดินทาง
ทำไมเราไม่อยู่ที่บ้าน แล้วทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ที่บ้าน อาจจะมีวันไหนที่เราชวนกันทำอาหารทานเองในครอบครัว นอกจากจะเป็นการประหยัดแล้วยังสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดีขึ้นด้วย 

เพียงแค่เรารู้จักบริหารจัดการเวลา เพียงแค่นี้ เราทุกคนก็มีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมงแล้วนะคะ ลองทำดูค่ะ อะไรที่ทำทุกวันนี้แล้วรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์หรือเสียเวลาไปเปล่าๆ ปรับเปลี่ยนมาใช้เวลาที่เสียไปเหล่านั้นให้คุ้มค่าและมีความหมายดีกว่านะคะ เพราะเวลาถ้าเสียไปแล้ว ก็ไม่สามารถย้อนคืนมาได้ ยิ่งถ้าเราบริหารจัดการเวลาดีๆ เผลอๆ คุณจะมาบอกกับเจ้าของบล๊อกใหม่ก็ได้นะคะว่า เวลาเหลือทำอะไรดีน๊า?? ถึงตอนนั้นคุณค่อยมานั่งคิดดีกว่าค่ะ  เพราะมีเวลาเหลือ ย่อมดีกว่า ไม่เหลือเวลา ถูกมั้ยคะ?

"รอ" แล้วได้อะไร?


มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "อย่าทำลายความหวังของใครสักคนเพราะเขาอาจจะเหลือแค่นั้นก็ได้" คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บางคนอยู่ได้เพราะความหวังจากอีกคน หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ถ้ามองดีๆแล้วการอยู่โดยไม่มีความหวังอะไรเลย ก็เหมือนการใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ แต่ถ้าวันใดที่เรามีความหวังอะไรขึ้นมา หรือมีอะไรต้องรอ เพื่อได้พบกับสิ่งที่ต้องการ เมื่อนั้นชีวิตของเราจะรู้สึกมีพลัง มีความหวัง และมีแรงปรารถนา  สำหรับการใช้ชีวิตไปแต่ละวันอย่างมีค่า และมีความหมาย เพราะหวังเพียงว่าสักวันจะได้พบกับสิ่งที่เรากำลังรอคอย  แต่หลายต่อหลายคนก็มีอันต้องผิดหวังกับการรอคอยเช่นเดียวกัน เพราะความผิดหวังมักจะเกิดขึ้นได้เสมอๆ โดยที่เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้ามาก่อนเลย ว่าจะเกิดกับเราเมื่อไหร่ เวลาไหน จะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการรอของแต่ละบุคคล

บางคนรอมาตลอดทั้งชีวิต บางคนรอแค่เพียงเสี้ยววินาที ก็เหมือนกับรอมานานแสนนาน เชื่อว่าหลายคนย่อมไม่ชอบการรอคอย เพราะการรอนั้นค่อนข้างทรมาน กระวนกระวายใจ และตื่นเต้น หากว่าการรอของบางคนเป็น  การรอเพื่อเจอกับสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิต ก็จะเป็นการคุ้มค่าแก่การรอคอย แต่สำหรับบางคน สิ่งที่ได้รับจากการรอ คือ "ความผิดหวัง" นอกจากจะทำให้การรอที่ผ่านมาสูญเปล่า หายไปในพริบตาแล้ว ยังทำให้กำลังใจที่เคยมี หายลงไปด้วย แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงหยดน้ำตากับความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น  บางคนได้ความหวังจากการรอที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายกับคนๆ นั้นมาก บางคนมีชีวิตอยู่ได้เพราะการรอด้วยซ้ำไป  เคยได้ยินเรื่องราวของตาและยายคู่หนึ่งหรือเปล่าคะ? ที่ทุกวันคุณตาจะเป็นคนออกไปหาอาหารมาเพื่อรับประทานในครอบครัว คุณตาออกไปแต่เช้ามืด กลับเข้ามาอีกทีก็บ่าย ๆ คุณยายก็ได้แต่เฝ้ารอว่า เมื่อไหร่คุณตาจะกลับมา แม้ว่าการกลับมาจะมีอาหารกลับมามากหรือน้อย คุณยายไม่เคยบ่นหรือว่าคุณตาเลย กลับรีบออกไปเพื่อต้อนรับและหาน้ำเย็นๆ ให้คุณตาเพื่อให้คุณตาได้พักผ่อน หลังจากที่เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณตาออกไปหาอาหารเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ครั้งนี้คุณตาไม่กลับมาแล้ว แล้วคุณยายจะทำอย่างไร? ทำได้แค่เพียง "รอ" จนรู้สึกว่า ทำไมวันนี้คุณตากลับช้าผิดปกติ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า คุณยายเป็นห่วงคุณตาเป็นอย่างมาก จิตใจร้อนรน ไม่เป็นสุข กระวนกระวายใจ สุดท้าย คุณยายก็ได้รับข่าวร้ายว่าคุณตาจากไปแล้ว มันเป็นการรอคอยที่ทรมานและเสียใจที่สุดของคุณยายเลยทีเดียว คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเราหรือใครๆ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่มีอะไรที่กำหนดได้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ เวลาไหน

คู่รักหลายคู่ เวลามีความรัก มักจะลืมไปว่า การรอคอยเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งกับคนรอ และคนให้รอ  หากว่าเรารู้ว่า การที่เราปล่อยให้คนๆ นึงรอโดยที่ไม่มีอะไรดีขึ้น  จะดีกว่ามั้ย? ถ้าเราจะบอกคนที่เราให้เค้ารอว่าเลิกรอจะดีกว่า เพราะความรู้สึกของคนที่รอกับคนที่ขอให้รอ ต่างกัน และผลลัพธ์ที่ได้จากการรอ ก็ต่างกันด้วย คนที่รอ ก็รออย่างมีความหวัง วันเวลาเดินไปอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ยิ่งเนิ่นนานความรู้สึกของการรอยิ่งผูกพัน บางคนคิดว่า ระยะเวลาการรอคอยใกล้จะสิ้นสุดแล้ว เพราะการรอคือการนับถอยหลังไปแต่ละวัน แต่ความเป็นจริงเวลาเดินหน้าไปทุกวัน จนคนที่รอไม่รู้ตัว บางคนเวลาเจอกับปัญหาก็เลี่ยงโดยการให้อีกฝ่ายเป็นคนรอ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง หากเชื่อมั่นว่าความรักไม่ได้มีให้ต่อกันแล้ว ก็อย่าเสียเวลาให้อีกฝ่ายต้องรออย่างมีความหวังจะดีกว่า ควรรีบบอกเพื่อให้ใช้เวลาตัดใจ จะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย และเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากรอโดยที่สุดท้ายแล้วไม่ได้อะไรเลย นอกจากความว่างเปล่า จริงไหมคะ?


วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภรรยาน้อย (ฉันไม่อยากเป็น)


คำว่า "ภรรยาน้อย" เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะอยู่ในสถานะนี้เท่าไหร่จริงไหมคะ? แต่บางคนอาจจะเป็นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือตั้งใจ  ในที่นี้หมายถึง การเป็นภรรยาน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจจะเพราะรู้ทีหลังว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว โดยมีเราไปไกลเกินกว่าจะแก้ไข ถ้าอีกฝ่ายบอกก่อนว่ามีครอบครัวแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็อาจจจะยอมหลีกทาง เพื่อเห็นแก่ศีลธรรมและไม่อยากสร้างปัญหาสังคมให้กับสถาบันครอบครัว แต่ก็มีบางคนที่ยอมเป็นภรรยาน้อย เพียงแค่เหตุผลเดียวคือ เพราะรักมากเกินกว่าจะตัดใจได้ บางคนอาจจะมีพันธะผูกพันตามมาอีก คือมีลูกกับคนที่ตนรัก ยิ่งทำให้การจะเลิกรากันนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากทีุ่สุด

หลายคนเมื่อศึกษาคบหาดูใจกัน มักจะไม่ค่อยถามถึงความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่าย เพียงเพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม และอยากให้อีกฝ่ายเป็นผู้บอกมากกว่า ถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่ฝ่ายชายบางคนก็ไม่ได้คิดแบบนั้น บางคนอยากเพียงต้องการตอบสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร พอเกิดปัญหาตามมา ส่วนมากก็มักจะหนีความรับผิดชอบ ทิ้งให้อีกฝ่ายเป็นคนหาทางแก้ปัญหาเอง

ผู้หญิงทุกคนไม่อยากเป็นทั้งภรรยาหลวงและภรรยาน้อย แต่อยากเป็นแค่ภรรยาเดียวเพียงในบ้าน หากผู้ชายมีความรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและต่อครอบครัว ปัญหาเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้นมา ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามค่ะ เราห้ามความรู้สึกที่จะไปรักใครไม่ได้ แต่เราห้ามการกระทำที่ผิดต่อศีลธรรมอันดีได้ แต่บางคนไม่เป็นแบบนั้น เพราะตัณหาและราคะ มีมากกว่า จิตสำนึก ช่วงแรกๆ อาจจะมีความสุข อยากได้อะไรก็ได้ทุกอย่าง อย่าลืมว่า ข้าวใหม่ ย่อมหอมหวานเสมอ แต่พอหลังจากนั้น คุณแน่ใจได้อย่างไร ว่าผู้ชายจะไม่ทำแบบนี้อีก เพราะเขาทำกับภรรยาหลวงของเขาได้ ทำไมกับแค่ภรรยาน้อยที่ไม่ได้มีทะเบียนสมรส เขาจะทำไม่ได้ หากเขาไปเจออะไรที่สวยงามกว่า ใช่กว่า แล้วของที่เก่าแล้ว ถ้าไม่ได้มีพื้นฐานมาจากความรัก มีแต่ความต้องการทางร่างกายแล้วล่ะก็ เชื่อเถอะค่ะ ว่าเขาไปจากคุณไ้ด้ง่ายๆ แน่นอน  แล้วเราจะยอมตกเป็นภรรยาน้อย หรือคนที่ขึ้นชื่อว่าแย่งสามีคนอื่นเหรอคะ?  หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงดีกว่าค่ะ  อย่าเอาตัวเองไปผูกติดกับคนที่มีครอบครัวเลย สงสารครอบครัวของคนที่เป็นเพศเดียวกันบ้าง เพราะถ้าคิดในทางกลับกัน ถ้าคุณเป็นภรรยาหลวง คุณก็คงไม่อยากให้สามีของคุณมีภรรยาน้อยใช่ไหมคะ?

ความรักที่ถูกต้อง ไม่เดือนร้อนบุคคลที่สาม เป็นความรักที่ควรจะเป็นมากกว่าความรักที่ต้องได้มาจากความทุกข์ของคนอื่น ถ้าเป็นแบบนั้น เราเองนั่นแหล่ะค่ะ ที่จะไม่มีวันมีความสุขได้เลย จะเป็นเหมือนบาปติดตัวไปตลอด จะทำอะไรหรือจะไปไหนก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องคอยกลัว ระแวงว่าจะมีคนเห็นหรือเปล่า จะมีคนเอาไปบอกภรรยาหลวงเขาหรือไม่? ถ้าวันไหนภรรยาเขาจับได้ว่ามีเราขึ้นมา บางคนอาจจะตามมารังควานจนเราอับอายคนอื่นไปเลยก็มี  ชีวิตแบบนี้แล้วทำให้คุณมีความสุขหรือเปล่า คุณเท่านั้นค่ะ ที่จะตอบคำถามนี้ได้

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เปิดตัว "มอคค่า เด็กดื้อ"


สวัสดีครับ ผมเป็นน้องหมาชื่อ "มอคค่า" นะครับ แต่แม่ผมชอบเรียกเ็ต็มๆ ว่า "มอคค่า เด็กดื้อ" ครับถึงขนาดเอาชื่อผมไปตั้งชื่อใน Facebook  เลยทีเดียว  ผมเป็นสุนัขพันธุ์ชิสุห์ นะครับ สีขาว ปนน้ำตาล มีสีดำแซมๆ รอบบริเวณหู เล็กน้อย แม่ผมซื้อผมมาจาก ตลาดนัดจตุจักร ชลบุรีครับ ตั้งแต่อายุ 2 เดือนครึ่ง ตอนนั้นผมน่ารักที่สุดในบรรดาเพื่อน ๆ แล้วครับ แม่ผมเดินอยู่ 3 รอบกว่าจะตัดสินใจเอาผมไปเลี้ยงได้ แหม่ ผมล่ะลุ้นสุดชีวิตเลยว่าจะได้มาอยู่กับแม่หรือเปล่า?? ในที่สุดผมก็ได้เข้ามาในบ้านของแม่ครับ วันแรกที่ผมเข้ามา ผมก็ฝากรอยรักกลางห้องเลย แม่อยู่หอเล็กๆ ครับ แต่สำหรับผม มันช่างอบอุ่นมากเลย ผมต้องทำการประกาศอาณาจักรด้วยการ ฉิ้งฉ่อง สะเลย [5555+]  แม่ผมสอนผมให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง สอนทีไร ผมก็ไม่เคยจะปฏิบัติตาม จนแม่ร้องไห้เลย ผมสงสารแม่มากครับ เลยพยายามเป็นเด็กดี ขับถ่ายที่กรง จนเป็นนิสัยแล้วครับ แม่ดีใจมากและภูมิใจกับการกระทำของผม ชอบเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังตลอดถึงความน่ารักของผม อิอิ

ตอนผมอายุได้ 1 ขวบครึ่ง แม่ผมทำให้ผมเจ็บมากที่สุดในชีวิตเลย ก็ตอนที่พาผมไปทำหมันนั่นแหล่ะครับ มีหลายคนตำหนิแม่ผมว่าทำไม รีบทำหมัน เป็นตัวผู้จะทำหมันทำไม? ผมออกจะน่ารักขนาดนี้น่าจะไว้ผสมพันธุ์  หลายๆ คนไม่เข้าใจแม่ผม แต่ผมเข้าใจแม่นะ เพราะหมอบอกว่า ไข่ของผมไม่รวมกัน ถ้าผมไม่ตัดออก ต่อไปข้างหน้าจะมีปัญหาเรื่อง มะเร็งต่อมลูกหมากได้ แม่ผมไม่อยากให้ผมต้องเป็นแบบนั้นเลยต้องตัดใจทำหมันผม  ผมไม่โกรธแม่หรอกนะครับ ผมเข้าใจว่าสิ่งที่แม่ทำให้ผม แม่หวังดีกับผมเสมอ ไม่มีไข่ผมก็ยังเจ้าชู้ได้นะครับ ฮ่าๆๆ

ตอนนี้ผมอายุ 4 ขวบแล้ว เรียกว่าถ้าเทียบกับคน ผมก็อยู่ช่วงวัยรุ่นเลยแหล่ะ มีบ่อยเลยครับที่ผมรู้สึกหงุดหงิด ก้าวร้าว โมโหง่าย แต่ผมไม่ทำลายเข้าของนะครับ ผมกินเก่งขึ้น ผมนอนเยอะขึ้น จนก้นผมเป็นกะละมังแล้ว เวลาแม่พาไปข้างนอกบ้าน จะมีสาวๆ นิสิตเข้ามาจับแก้มผม หอมผม ขออุ้มผมกันตลอด เวลาแม่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหน แล้วเอาผมนั่งตะกร้า ทุกสายตาเลยครับ จะชอบมองมาที่ผม บ้างก็ชี้มาให้ดูความน่ารัก บางคนก็ถามแม่่ว่า ผมไม่กระโดดเหรอ? ผมอยากจะตอบเหลือเกินว่า กระโดดมา ก็ตายเด่ะคร้าบบบ ผมเลยนั่งเฉยๆ นิ่งๆ หน้าเชิ่ดๆ ดีกว่า ~

ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องสุขภาพมาให้แม่ลำบากใจเลยครับที่ผ่านมา จนมาเมื่ออายุได้ 4 ขวบนี่แหล่ะ ผมเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับเชื้อรา ทำให้แม่หมดเงินไปหลายบาทแล้วกับการรักษา จนป่านนี้ก็ยังไม่หายเลย เป็นเพราะผมมีนิสัยชอบเลียเท้า จนเปียกชื้น ทำให้เกิดเชื้อรา ลามตั้งแต่ท้องไปจนถึงคางแล้ว แม่พยายามทายา พาไปฉีดยา กินยา ก็ไม่หายสะที ใครแนะนำอะไร แม่ผมซื้อหมด เพื่อหวังว่าผมจะหายจากโรคนี้ ผมเห็นแม่กวาดบ้านแล้วบนพื้นมีแต่สะเก็ดขาวๆ หล่นอยู่เต็มไปหมด สงสารแม่มากครับ แม่เคยจับผมใส่ลำโพงด้วย เด็กๆ ก็ล้อว่า หมาต่างดาว แม่ก็สงสาร ก็เลยเอาออกให้ พอผมเผลอจะเลียเท้าอีก ถ้าแม่เห็น แม่ก็จะเอ็ดทันที ผมก็จะรีบผลิกเท้าคว่ำทันที บางทีผมเลียจนเปียกไปแล้วแม่เพิ่งเห็น แม่เอ็ดไม่ทัน แม่ตีตูดผมเลยครับ [เจ็บครับ แต่ไม่ร้อง แม่ตีเบาๆ ]  ---- ผมขอโทษนะครับที่ทำให้แม่ลำบากขนาดนี้

ผมชอบให้แม่อาบน้ำให้ผม ไม่ชอบให้แม่พาไปอาบที่ร้านเลย ที่ร้านชอบจับผมแรง ถ้าแม่ตัดเล็บผมเป็น ตัดขนผมได้ละก็ แม่คงไม่ต้องพาผมไปอาบน้ำ แพงก็แพง เวลาแม่อาบ แม่อุ้มผมไว้ด้วย แม่เช็ดตัวให้ผม แล้วก็หาไดร์มาเป่าให้แห้ง หวีผมให้ ปะแป้งให้อีกต่างหาก อาบทีไร ก็สดชื่น พอขนผมแห้ง แม่ก็พาผมไปนอน มีความสุขที่สุดเลย ทุกวันเวลาแม่ออกไปข้างนอกกลับมา ผมจะดีใจมาก เพราะแม่มักจะมีขนมมาฝากตลอด แม่กินอะไร แม่ก็จะแบ่งให้ผมกินเสมอ บางครั้งผมคิดว่า ผมได้กินเยอะกว่าแม่กินเีสียอีก แม่ใจดีกับผมมากครับ รักผมมากด้วย ผมรู้ดี !! 

ถ้าอยากเห็นความน่ารักของผม สามารถเข้าไปแอด Facebook ของแม่ผมได้นะครับ ที่ "มอคค่า เด็กดื้อ" แม่ผมเอารูปของผมไปลงไปเต็มไปหมดเลย  หรือจะคอยติดตามอ่านเรื่องราวของผมได้ที่นี่ก็ได้นะครับ ผมจะมาถ่ายทอดความน่ารักของผมให้อ่านกันอีกเรื่อยๆ ครับ  สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า "ผมรักแม่ครับ"    by  มอคค่า เด็กดื้อ

เพื่อนแท้เป็นอย่างไร?

เชื่อว่าหลายๆ คนที่เกิดมา ย่อมมีเพื่อนกันทุกคน จะมีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับมนุษยสัมพันธ์ดี อัธยาศัยดี แต่การมีเพื่อนน้อยไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนไม่ดี แต่เขาอาจจะเลือกคบเฉพาะคนที่เขาอยากเป็นเพื่อนด้วยเท่านั้นก็เป็นได้ สำหรับคำว่า "เพื่อน" ความหมายของคำนี้กว้างมาก หลายคนให้คำนิยามว่า คือคนที่อยู่ข้างๆ เสมอเวลามีปัญหาหรือเวลาทุกข์ใจ หรือเป็นคนที่คอยรับฟัง แก้ไข ปลอบใจ ในทุกเรื่องที่เราเจอมา เราก็จะมีเพื่อนนี่แหล่ะที่เป็นกำลังใจ คอยแก้ปัญหาให้ หยิบยื่นความสุขให้แก่เราโดยไม่คำนึงว่าเวลานั้นจะกี่โมงกี่ยาม สำหรับเพื่อนแล้ว สามารถให้เวลากันได้ 24 ชม.

เพื่อนมักจะไม่ค่อยอยู่เวลาที่เรามีความสุข เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เรามีความสุข เราจะลืมนึกถึงคนๆ นึง นั่นก็คือเพื่อน ไปชั่วขณะ อาจจะเป็นเพราะว่าความสุขที่เราได้รับ เราก็รับเข้ามาจนลืมแบ่งปันไปให้คนที่เรารักด้วย นั่นก็คือ เพื่อน ส่วนใหญ่แล้ว เพื่อนมักจะมีความหมายตอนที่เรารู้สึกเศร้า หรือเสียใจ เวลาเราร้องไห้ เรามักอยากได้คนที่อยู่ข้างๆ คอยจับมือ คอยรับฟังสิ่งเรากำลังอยากระบาย อยากถ่ายทอดความรู้สึกเศร้าๆที่เกิดขึ้นให้ใครสักคนได้รับฟัง รับรู้ และต้องการฟังคำปลอบใจที่ฟังแล้วหายเศร้าหรือทำให้บรรเทาลงไปได้ หากเวลาที่เรากำลังรู้สึกเสียใจ แล้วเรามีเพื่อน เราจะมีความรู้สึกว่าอุ่นใจ เหมือนว่าเราไม่ได้เจอปัญหาเพียงลำพัง  ในบางครั้งเพื่อนที่อยู่ด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลยสักประโยคเดียว ขอแค่เป็นผู้รับฟัง คอยบีบมือเบาๆ คอยส่งทิชชู่ให้เวลาที่มีน้ำตาออกมา แค่นี้ก็เพียงพอแล้วในยามนั้น

สำหรับเพื่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์เสมอไป สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้สามารถเป็นเพื่อนกับเราได้ เคยเห็นคนนั่งคุยกับน้องหมา แมว หรือ นก ไหมคะ? นั่นก็คือ ความสุขอย่างหนึ่งที่ได้คุยได้ระบายด้วย บางคนมีเพื่อนเป็นสัตว์ บางคนมีเพื่อนเป็นสิ่งของก็มี เช่น อาจจะมีคอมพิวเตอร์ เพื่อไว้คุยกับเพื่อนบนโลกออนไลน์ หรืออาจจะมีมือถือสักเครื่อง ไว้ติดต่อสื่อสารกัน ได้ยินเสียงกัน เวลาที่ต้องอยู่ห่างไกล หรือเวลาที่คิดถึงกัน ทุกสิ่งบนโลกนี้ เป็นเพื่อนเราได้เสมอค่ะ ไม่มีขีดจำกัด เพียงแค่เราเปิดใจและรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตของเรา แค่นี้ก็ทำให้เรามีเพื่อนเพิ่มได้ค่ะ และอาจจะเจอเพื่อนแท้เพื่อนที่ดีกว่าในชีวิตจริงที่เราเจอก็เป็นได้นะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณเพื่อนแท้ของเจ้าของบล๊อกที่อยากจะเอ่ยถึง ถึงแม้ว่าจะมีเพื่อนอยู่ไม่มาก แต่ที่มีอยู่คือเพื่อนแท้ที่ดีที่สุดค่ะ  ขอบคุณเพื่อนเจี๊ยบ นัยนา , เพื่อนน้อง บูลภัทร์, เพื่อนกะทิ , เพื่อนอ้อน, เพื่อนโอโม่, เพื่อนอัมพร  เพื่อนที่เอ่ยชื่อนี้คือเพื่อนแท้ เพื่อนที่ทุกคนมีหน้าที่ต่างกัน เพื่อนบางคนเราเลือกที่จะคุยในยามที่เราเศร้าและอยากให้เพื่อนรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อนบางคนเราอยากคุยเวลาที่เรารู้สึกเหงา เพื่อนบางคนเราคุยเวลาที่เราอยากหัวเราะ เพื่อนบางคนเราคุยแล้วสบายใจ เพื่อนบางคนแค่อยากให้ฟังสิ่งที่เราพูดก็พอ  ,, ทุกคนที่เอ่ยมา ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ี่ที่สุดเลยค่ะ

ขอบคุณนะที่เกิดมาเป็นเพื่อนกัน

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ลมหนาวทำให้คนโสดเหงาเป็น 2-3 เท่า


วันนี้บางแสนมีลมหนาวเข้ามาอีกแล้วค่ะ  ดีจังเลย หลังจากที่ได้สัมผัสความร้อนเมื่อวันก่อน แอบสงสัยว่าเมืองไทยมีกี่ฤดูกันแน่ มีคนให้คำตอบว่า มี 3 นั่นแหล่ะ แต่เป็น ฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด แต่ฤดูหนาวปีนี้ หนาวเป็นพิเศษนะคะ คงเป็นเพราะเพิ่งผ่านสภาวะน้ำท่วมด้วยหรือเปล่าไม่รู้ เอาเป็นว่า เจ้าของบล๊อกชอบอากาศแบบนี้ที่สุดเลยค่ะ

อากาศดีๆ ฟังเพลงเบาๆ เพราะๆ ได้ยินเพลง "ลมหนาว" ของ Tea for three  ช่างเข้ากับบรรยากาศรอบนอกมากๆ เลยค่ะ เนื้อหาทำนองเพลงขึ้นต้นว่า  "ผ่านลมหนาว จะกี่คราวก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีใครให้ใจอุ่น  อยากจะหาคนที่ทำให้ใจสมดุล แต่ไม่เคยสมหวังสักที  ใกล้หน้าหนาวทุกครั้ง ไม่มีคนคอยคิดถึง อยากมีใครให้รักให้ซึ้งเหมือนคนอื่นเขา ใกล้หน้าหนาวทุกครั้ง คล้ายฤดูกาลยิ่งเหงา ต้องทนหนาวกับใจที่เหงาคนเดียวอย่างเดิม"  ฟังเพลงนี้ไป ก็นั่งคิดไปถึงคนที่ยังไม่มีคู่  ลมหนาวคงจะทำให้คนโสด เหงาเป็น สองสามเท่าเลยทีเดียว

อย่าเสียใจไปเลยค่ะ เรามองหาความอบอุ่นรอบๆ ตัวเราได้ไม่ยากเลย สำหรับคนโสด อย่างแรกที่เราเห็นเลย ก็สิ่งที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่ไงคะ? คอมพิวเตอร์ บนโลกออนไลน์ เราสามารถพูดคุยได้กับคนทั่วโลก ทุกคนสามารถเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพียงแค่นิ้วสัมผัส แค่นี้เราก็ไม่เหงาแล้ว ยิ่งถ้าเจอคนที่คุยด้วยถูกคอละก็ แทบไม่อยากลุกจากหน้าจอกันเลย  อย่างที่สองหากท่านมีสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เหมือนเจ้าของบล๊อก เลี้ยงสุนัขพันธุ์ชิสุห์ไว้ 1 ตัว น่ารักมาก ชื่อว่า มอคค่า [วันหลังจะพามาแนะนำตัวนะคะ]  สุนัขขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ที่น่ารัก น่าเอ็นดู ขี้อ้อน และรักเจ้าของ เขาจะอยู่ใกล้ๆเราตลอด ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน หรือทำอะไร เพียงแค่เราพักสายตาจากคอมพิวเตอร์ แล้วลงไปนั่งเล่นกับเค้า หากิจกรรม อาจจะโยนลูกบอล หรือเกาพุงให้เค้า สิ่งที่เราได้รับจากการทำแบบนี้คือเราจะได้ทั้งรอยยิ้มและความสุขที่เค้ามอบให้กับเราโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยละค่ะ

การฟังเพลงก็เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้คนโสด ลืมคิดถึงการเป็นโสดได้นะคะ เพลงที่เปิดกันตามคลื่นวิทยุ หรือเปิดจากโปรแกรมสนทนา บางเพลงเนื้อหากินใจ บางเพลงฟังแล้วสนุกสนานหรือบางเพลงอาจจะฟังแล้วเศร้าไปบ้าง แต่เราก็อย่าอินมากนะคะ ฟังเพลงเพื่อความบันเทิงอย่างหนึ่งดีกว่าค่ะ หรือคนที่ไม่ชอบฟังเพลง ก็อาจจะเลี่ยงมาหาหนังดีๆ สักเรื่องดูยามว่าง หรือหาทอล์คโชว์สนุกๆ ฮาๆ มาฟัง สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้ชีวิตโสดของคุณไม่เหงาอีกต่อไปนะคะ

ถ้าถามว่าเจ้าของบล๊อกเคยเหงาไหม? มีบ้างค่ะ แต่จะพยายามไม่ให้ความเหงาเข้ามาทำให้ชีวิตในแต่ละวันไม่มีความสุข ก็เลยหาอะไรทำ เช่น คุยกับเพื่อนๆ ในโลกออนไลน์ หรือหาเพลง หาหนังดูสนุกๆ หรือหาเว๊บ หากระทู้ อ่านหลากหลายเรื่องราว และตอนนี้มีอีกกิจกรรมที่ทำเพิ่มขึ้นมา ก็คือ การนั่งเขียนบล๊อกแห่งนี้ เป็นเหมือนไดอารี่อย่างหนึ่ง หลายๆ บทความจะมาจากการได้คุยและเคยได้ให้คำปรึกษาแก่คนที่เคยมีปัญหาเรื่องความรัก เลยอยากจะเขียนให้คนที่เคยประสบเหมือนกันได้อ่านแล้วได้มีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น ก็หวังนะคะ ว่าบล๊อกแห่งนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามอ่านกันเรื่อยๆ นะคะ สัญญาค่ะว่าจะหาเนื้อหาดีๆ  มาให้อ่านกันทุกวัน ^ ^

วิธีแก้นิสัย "ขี้หึง"

สำหรับทุกคู่รัก อาจจะเคยเจอกับปัญหาเรื่อง "ขี้หึง" อาการหึงนี้เป็นเหมือนโรคประจำตัวที่เกิดขึ้นกับคู่รักหลายๆ คน โดยเฉพาะักับคุณผู้หญิงด้วยแล้ว อาการนี้จะชัดเจนมาก ๆ หากว่าคุณรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้หึงแล้วล่ะก็ แล้วถ้ายิ่งอีกฝ่ายของเราเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ดีกับทุกคนด้วยแล้ว นิสัยขี้หึงจะแสดงออกมาง่ายๆ และนิสัยนี้จะสร้างความอึดอัดให้อีกฝ่ายได้แน่นอน วันนี้เลยอยากจะขอนำเสนอวิธีการแก้นิสัยขี้หึง โดยเริ่มจาก...

1.  บอกกันแต่แรกเลยค่ะว่าเราเป็นคนขี้หึง ,, ไม่ต้องอายนะคะ พยายามบอกเขาว่าเรากำลังแก้ินิสัยนี้อยู่ แต่ขอให้เขาเข้าใจด้วยการบอกตรงๆ จะทำให้เขาเกิดความระมัดระวังตัว และไม่ทำอะไรให้เราหึง เมื่อเราเห็นว่าเขาทำอะไรให้เรามีความรู้สึกว่าเริ่มจะหึงแล้ว ให้รีบบอกไปเลยว่ามันบาดตา บาดใจนะ ที่ทำแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่น บอกด้วยวาจาสุภาพและน้ำเสียงที่ดี ๆ นะคะ อย่าไปบอกในทำนองต่อว่าเชียว เดี๋ยวเรื่องจะยาวค่ะ

2.  อดทน ไม่พูดจาประชดประชันเมื่อรู้สึกหึงหวง ไม่ตวาดหรือพูดเฉยชากับเขา ข้อนี้ต้องฝึกเรื่องความอดทนให้มากๆ นะคะ มีสติก่อนพูดอะไรออกไปทุกครั้งค่ะ จะเกิดผลดีมากกว่าผลเสียแน่นอน

3.  อย่าเอ่ยปากถามถึงอีกฝ่ายที่คุณกำัลังหึงในทำนองเปรียบเทียบประชดประชัน เพราะนั่นแสดงว่าคุณกำลังเริ่มสร้างความรู้ึสึกว่าอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งและคู่ของเราให้ความสำคัญเราน้อยลง

4.  ห้ามราวีบุคคลที่คุณสงสัย ให้อยู่เฉยๆ ในพื้นที่ของคุณ ยิ่งถ้าคุณใจร้อนลงมือทำอะไรลงไปจะทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ตามมา ลุกลามไปกันใหญ่นะคะ จากเรื่องเล็กอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ค่ะ และอย่าขู่ว่าต้องการเลิกกับเขา เพราะการบอกว่าจะเลิกกันบ่อย ๆ ไม่ใช่ข้อดีเลย เพราะหากว่าวันใดวันหนึ่งเขาเลิกกับคุณขึ้นมาจริงๆ คนที่เสียใจก็มีแต่คุณเท่านั้นเอง

5.  สร้างความมั่นใจในตัวเอง อย่าลดค่าของตัวเองลง เพราะความนิยมชมชอบของอีกฝ่ายอาจจะชอบคุณในแบบที่คุณเป็นอยู่แล้ว ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครเลยค่ะ คนทุกคนย่อมมีดีอยู่ในตัวของตัวเอง แค่เรามีความมั่นใจค่ะ

ฝากไว้ให้ 5 ข้อก็น่าจะเพียงพอนะคะ  อยากให้ทุกคนระลึกไว้เสมอค่ะ ว่าเราไม่อาจเป็นเจ้าของใครคนหนึ่งได้ตลอดไป อย่ายึดติดเพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไปค่ะ  ยิ่งถ้าคุณแสดงอาการขี้หึงมาก ๆ หากอีกฝ่ายเกิดอาการอึดอัด เขาจะยิ่งหาทางมีแฟนใหม่เร็วยิ่งขึ้นค่ะ

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เพราะใจอ่อน ก็เลยต้อง อ่อนใจ

วันนี้ได้มีโอกาสไปพบหาเพื่อนสมัยเรียน ได้คุยถึงสาระทุกข์สุกดิบ เพื่อนคนนี้เป็นคนหน้าตาดี ฐานะดี การศึกษาดี พร้อมทุกอย่าง แต่ที่ไม่มีคือคนรักที่ดี แต่เพื่อนคนนี้ก็ยังไม่คิดจะเปิดโอกาสให้ใครที่เข้ามาใหม่ เพียงเพราะคำว่า ยังลืมคนเก่าไม่ได้ หรือรอเวลาให้คนเก่ากลับมาขอคืนดี เพราะโดยนิสัยของเพื่อนคนนี้แล้ว เป็นคนใจอ่อนง่าย ต่อให้เขาเคยทำให้เสียใจมากแ่ค่ไหน แค่คำพูดสั้นๆ เพียงคำเดียวก็ทำให้ลืมได้หมดที่เคยผ่านมา และไม่ได้เป็นเฉพาะเพื่อนคนนี้คนเดียว จากที่เคยมีน้องๆ  เพื่อนๆ หลายคนมาปรึกษาเรื่องแบบนี้ ก็จะเจอทำนองเดียวกัน เป็นเพราะอะไรกันน๊า??

มีคนบอกว่า "ไม่เจอกับตัวเอง ก็ไม่รู้หรอก ว่ามันยากแค่ไหนกับการปฏิเสธคนที่เรารู้สึกดีๆ ด้วย"  แค่เพียงรู้ว่าเขาอยากได้อะไร อยากไปไหน หรืออยากทำอะไร ถ้าเราสามารถทำได้ หรือ หามาให้ได้ ต่อให้ยากเย็นแค่ไหน เราก็จะพยายามทำให้เขาจนถึงที่สุด เพราะคิดไว้ลึกๆ ว่า การทำแบบนี้จะสามารถมัดใจให้เขาอยู่กับเราได้นานๆ แล้วผลที่ตอบกลับมา กลับไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังไว้ ทำให้เรารู้สึกผิดหวังและเกิดอาการ น้อยใจ จนบ่อย ๆ เข้าเหมือนว่าจะทำใจได้ บางคนแยกตัวออกมาได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อเขาโทรกลับมาง้อ แค่คำพูดเพียงไม่กี่คำ เช่น "ขอโทษนะ" , "กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม" , "ต่อไปไม่ทำให้เสียใจอีก" , "รักคุณคนเดียวนะ" , "สัญญาจะเป็นคนรักที่ดี"   ถามหน่อยเถอะ เป็นใครจะไม่ใจอ่อน ยิ่งมีพื้นฐานเป็นความรู้สึกดีๆ อยู่แล้วล่ะก็ แค่นี้ก็ใจอ่อนได้ง่ายๆ เลยล่ะคะ  [จริงมั้ย?]

ความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอค่ะ เจ้าของบล๊อกอยากให้ทุกคนรักกัน เพราะความรักเป็นสิ่งที่ดี , แต่อยากจะให้ทุกคนที่มีความรัก รู้จักการเสียสละ และลดความเห็นแก่ตัว ลงบ้าง ความรักไม่ใช่การครอบครองคนๆหนึ่งมาเป็นของเราได้ตลอดชีวิต ความรักไม่ใช่การยอมเพื่อคนๆ หนึ่งไปตลอดเหมือนกัน แต่ความรักคือการยินดีและเต็มใจที่จะเสียสละความเป็นตัวของตัวเองเพื่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ กับคนๆ หนึ่งที่เราพอจะให้ได้ ไม่มากจนเกินไป และไม่น้อยจนแทบไม่มีเลย 

หากเราตัดสินใจแล้วว่า ความรักระหว่างเรากับเขาคนนั้นไม่มีทางที่จะไปกันได้อย่างสวยงามเหมือนอย่างที่เราคาดหวังไว้ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามหรือจากการที่เคยศึกษากัน เมื่อเราคิดได้แบบนั้นแล้ว และคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่เราควรจะทำและควรทำให้เร็วทีุ่สุด คือ "ตัดให้เด็ดขาด" และ "ใจแข็ง" ให้มากที่สุด เพราะอะไร? เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้แล้ว ทุกอย่างก็จะวนเวียนกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่จบไม่สิ้น คนเจ็บก็ยังคงเจ็บต่อไป เมื่อเขากลับมา ก็มีความสุขได้เพียงชั่วครู่ แต่เมื่อเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมก็กลับไปคร่ำครวญ เสียใจอีก แล้วแบบนี้ชีวิตของเราจะพบกับความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร

เรื่องของความรัก ต้องรู้จัก ใจอ่อนให้เป็น และใจแข็งให้ถูกให้ควร ,, อะไรที่ควรอ่อน ควรแข็ง เราย่อมรู้อยู่แก่ใจ คนเราหากถูกตามใจมาก ๆ หรือถูกยอมจนเป็นนิสัยแล้ว ต่อไปถ้าเขาเรียกร้องอีก แล้วไม่ได้อย่างที่เคยได้ เมื่อนั้นปัญหาย่อมตามมาแน่นอนค่ะ  เอาใจช่วยนะคะ สำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาแบบนี้ ลองคิดทบทวนให้ดีว่าพร้อมหรือยัง กับคำว่า "ไม่"  ปฏิเสธอย่างไรให้นุ่มนวล จากกันด้วยดี มีสติ อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนกันได้ถูกไหมคะ?

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รู้สึก "เหงา"



บางเวลาของชีวิตคน อาจจะมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่รู้สึกถึงคำว่า "เหงา" เพราะโลกได้กำหนดให้หัวใจของเราได้รู้จักกับใครคนนึง แล้วได้รู้จักกับคำว่า "ความเหงา" ก็เพียงเพราะว่า ความเหงาจะผลักดันให้คนสองคนเข้าหากัน เพื่อลดช่องว่างของกันและกัน ร่วมสร้างความรู้สึกดีๆ ต่อกัน จนกระทั่งมาถึงวันหนึ่ง โลกก็จะแยกให้พวกเรา "จากกัน" แล้วสิ่งนี้จะทำให้เราต้องวนเวียนกลับไปสู่คำว่า "เหงา" อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ได้ตั้งใจหรือคาดหวังไว้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เวลาไหน ไม่มีใครสามารถบอกได้เราได้เลย...

บางคนอาจจะเคยได้ยินคำที่บอกว่า "บางครั้ง ความรักเข้ามาหาเรา เพื่อให้เราได้เรียนรู้ มิใ่ช่ให้เราครอบครอง"  จากคำพูดนี้ทำให้เรารู้ึสึกว่า ไม่ผิดถ้าเราจะเปิดรับความรักเ้ข้ามาหาเรา อย่างน้อยทำให้เราได้รับรู้ได้ศึกษาอะไรเพิ่มเติม ไ้ด้มุมมองใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ได้รู้จักลักษณะนิสัย ได้รู้ความคิดความอ่านของใครสักคน แต่ไม่ได้ให้เราเป็นคนครอบครองสิ่งนั้นไว้เพียงคนเดียว เพราะเขาไม่ใช่สิ่งของที่เราจะจ่ายเงินแล้วซื้อมาไว้เป็นเจ้าของของเรา คล้ายๆกับที่บางครั้งเราเกิดไปหลงรักคนที่มีเจ้าของ เรารู้สึกว่าไม่ผิด แต่จะผิดหากเข้าไปทำหน้าที่ซ้ำซ้อนของคนอีกคน  หน้าที่ของความรักคือการเดินไปมอบความรักและยืนเฉยๆ เพื่อรับมันกลับคืนมาเอง โดยไม่ต้องเรียกร้องหรือขอร้องให้กลับคืนมาเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มา ความรัก ไม่ใช่การเข้าไปเป็นเจ้าชีวิตของใครคนหนึ่ง แต่คือการเข้าไปอยู่ข้างๆ ชีวิตของคนๆนั้น คอยเป็นกำัลังใจให้เขาเวลาที่เขากำลังเผชิญกับปัญหา

คนบางคนเหมาะที่จะเกิดมาเพื่อให้เรารัก  แต่ไม่เหมาะที่จะร่วมชีวิตด้วย เพราะเมื่อถึงเวลาที่เราได้ลองมีโอากาสร่วมชีวิตด้วยแล้ว กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจไว้ การใช้ชีวิตร่วมกับใครไม่ใช่เื่รื่องง่าย ต่างคนต่างมีความต้องการที่ต่างกัน เป็นไปไม่ได้ที่จะสนองความต้องการของอีกฝ่ายได้ตลอดเวลา ความรักในครั้งเริ่มต้น ร่างกายจะหลั่งสารที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้น ทำให้เราทำทุกอย่างให้ไดมาซึ่งความรัก และในวันที่ความรักของเราคงที่ อยู่ตัวแล้ว ก็จะมีความรู้สึกบางอย่างทำให้หยุดทำงาน และสิ่งที่ยังประคองให้ความรักไปได้ตลอดรอดฝั่งก็คือ "ความเข้าใจ" 

ในวันนี้หากคุณรู้สึกถึงคำว่า "เหงา"  ออกจากกรอบความคิดนั้นโดยเร็วนะคะ ก่อนที่ความเหงาจะครอบงำให้คุณตกอยู่ในสภาวะเหงาตลอดไป จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า  เพียงแค่เปิดหน้าต่างสูดอากาศบริสุทธิ์ หาเวลาออกไปเปิดหู เปิดตา ตามที่ต่าง ๆ ไปพบผู้คนที่หลากหลาย มองสิ่งสวยงามภายนอก อย่าจมอยู่กับกรอบจอสี่เหลี่ยม ไม่เพียงแต่จะบั่นทอนกำลังใจแล้ว ยังทำให้เสียสายตาได้นะคะ  ออกมาข้างนอกบ้างเถอะค่ะ แล้วคุณจะพบว่า บนโลกนี้มีอะไรให้คุณค้นหาอีกมากมาย การอยู่ลำัพังไม่จำเป็นเลยที่จะต้อง เหงา หากว่าเราู้รู้จักปรับตัว และปรับสภาพให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ลองดูนะคะ เป็นกำลังใจให้สำหรับคนที่รู้สึก "เหงา" อยู่ ณ ตอนนี้ เปิดประตูแล้วออกเดินทางไปหารอยยิ้มกันดีกว่าค่ะ ^ ^

กำลังใจจากสายลม


ในบางครั้งชอบนั่งคิดเสมอว่า ตัวเองเป็นแค่เพียงสายลม ที่ผ่านมาเพื่อให้คนบางคนเย็นชื่นใจแค่เพียงระยะเวลานึง พอเขาได้รับความสบาย เราก็หมดหน้าที่ตรงนั้น แล้วจากหายไป หรือบางทีก็อาจจะมีลมวูบใหม่พัดเข้ามา ก็สามารถทำให้เขาได้รับความเย็นเช่นเดียวกัน อาจจะยาวนานกว่า หรืออาจจะสั้นๆ เหมือนเช่นกับเรา การอยู่บนโลกใบนี้ อาจจะดูแล้วว่ายากเย็น เพราะทุกๆวันเราต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย มีหลายต่อหลายคนที่ต้องแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเพียงลำพัง จะหันไปหาใครสักคน ก็ไม่มีเลย หลายคนท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ หลายคนพยายามแก้ไขปัญหาแต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้ แล้วอะไรที่ยังสามารถทำให้เขาอยู่ไดุ้บนโลกใบนี้ทุกวันนี้ คำตอบก็คือ "กำลังใจ" 

หลายคนเฝ้าหากำลังใจจากคนรอบข้าง คนใกล้ชิด หรือคนที่หวังว่าจะให้กำลังใจเขาเพียงแค่เล็กน้อยก็สามารถต่อเติมเพิ่มพลังให้เขาได้อยู่ต่อไปและต่อสู้กับปัญหาได้อย่างไม่สิ้นหวัง  แต่หลายครั้งเช่นกันที่เขากลับไม่ได้อะไรเลยจากคนที่เขาต้องการ แต่กลับได้คำที่ตอกย้ำ ทำให้รู้สึกบั่นทอน ท้อแท้ มากกว่าเดิม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหนอ การสร้างกำลังใจทำได้ไม่ยากเลยนะคะ อาจจะง่ายกว่าการสร้างปัญหาด้วยซ้ำไปแค่รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก หรือแค่การจับมือ สัมผัสเพียงเบาๆ อาจไม่มีคำพูดใดๆ เลยก็ตาม การกระทำเพียงง่าย ๆ แค่นี้อาจจะดูเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่กำัลังมีปัญหาอยู่นั้น ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเลยค่ะ

หากว่าเราเป็นคนที่ให้กำลังใจใครไม่เป็น ไม่เป็นไรค่ะ ขอเพียงแค่อย่าบั่นทอนกำลังใจที่เหลือของคนที่กำลังหมดกำลังใจก็พอ...

แอบรัก



คุณเคยรู้สึก "แอบรัก" ใครสักคนไหมคะ? 

หลายๆ คนอาจจะตอบว่า เคยสิ ประจำด้วย ตอนนี้ก็เป็นอยู่  บางคนชอบความรู้สึกของการที่ได้ "แอบรัก" ใครสักคน เพราะรู้สึกว่า การที่เราได้รู้ถึงความรู้สึกนั้น คือการมีความรักแบบไม่ครอบครองบ้างก็คงจะดีไม่น้อย โลกคงจะไม่วุ่นวาย ไม่มีการยื้อแย่ง และความรักก็คงจะไม่เกิดการเห็นแก่ตัวอย่างที่เคยเป็นอยู่ แต่ถ้าเราได้รู้สึกถึงคำว่า "แอบรัก" แล้ว เชื่อเถอะว่ามันไม่ใช่อาการที่ต้องการจะเปิดเผยตัว ไม่อยากแสดงให้ใครรู้ ให้ใครได้เห็นความสุขเกิดที่ขึ้นในมุมเงียบๆ ความรักแบบนี้อาจจะสอนให้เราได้รู้ัจักคำว่า "ปล่อยวาง" และทำให้หัวใจอ่อนโยน ไม่ขออะไรไปมากกว่าการได้รัก และมากที่สุดก็คงจะเป็นแค่ให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า "รัก" เท่านั้นเองที่ความรักต้องการ

เคยฟังเพลงเก่าๆ  เพลงหนึ่งไหมคะ? เพลงไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน ที่ไม้ขีดไฟ แอบหลงรักดอกทานตะวัน  โดยเนื้อหาของเพลง ไม้ขีดไฟต้องการเพียงแค่ให้ดอกทานตะวันหันมามองแสงอันน้อยนิดของมัน แม้ว่าเมื่อต้องจุดไปแล้วแสงนั้นจะดับลงไปตลอดกาลก็ตาม ความหมายดีมากเลยนะคะ ลองไปหาฟังดู

การแอบรัก ไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะคะ หากเรารู้จุดยืนของเราและไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อน เพราะการแอบรักเป็นความรู้สึกที่ซ่อนไว้ในหัวใจของเราเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เราไม่แสดงออกให้เกินงามหรือออกนอกหน้าเกินไป ความรักนี้ก็ยังคงเป็นความลับตลอดไป หลายคนมีความสุขกับการได้แอบรักใครสักคน ได้เห็นคนที่รักมีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคำว่า "แอบรัก" ค่ะ ^ ^

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Single mom



เมื่อความรักทำให้เราต้องเจอกับความผิดหวัง หลายต่อหลายคนไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าคนที่เรารักจะกลายเป็นคนอีกคนในช่วงพริบตา บางคนอาจจะรู้เร็ว แล้วเดินจากออกจากได้ทันท่วงที แต่สำหรับอีกหลายๆ คนอาจจะสายเกินไปเพราะในตัวของเค้ามีอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังรอเกิดมาบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นสายใยรักที่เกิดขึ้นตอนที่มีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน อย่าสิ้นหวังนะคะ อย่าคิดว่าถ้าไม่ีมีเขาคนนั้นแล้วเราจะไม่สามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้ อย่าลืมว่า เรายังมีอีกคนที่กำลังจะเกิดมา ชีวิตน้อยๆของคุณไม่มีความผิดอะไรและไม่เคยรับรู้อะไรมาก่อน อย่าไปโทษที่เขาเกิดมา แต่ให้โทษตัวเราเองที่เืลือกทางเดินผิด ทิ้งอดีตไว้ข้างหลังนะคะ แ้ล้วก้าวต่อไปข้างหน้า เลี้ยงเขาให้ดีที่สุด รักเขาให้มากที่สุด ในฐานะของคนเป็นแม่คนหนึ่ง ...

ผู้หญิงเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้ หลายคนพยายามหาทางออกในทางที่ผิด และพยายามแก้ปัญหาโดยไม่มีความยั้งคิด แต่บางคน ที่มีสติ และมีกำลังใจที่ดี มีความอดทน ความเข้มแข็ง เขาสามารถก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้ โดยไม่ย่อท้อ ...เมื่อชีวิตต้องมีจุดหักเหให้ต้องอยู่เพียงลำพัง ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีคนข้างกายเหมือนแต่ก่อน สิ่งที่ควรจะทำคือ หาทางออกว่าจะใช้ีชีวิตต่อไปยังไงให้ดีที่สุด และควรจะหยุดแก้ปัญหาด้วยการเอาแต่คร่ำครวญ ร้องไห้ เสียใจ ในสิ่งที่จะไม่กลับมาอีก หรือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พยายามเดินต่อไปข้างหน้าด้วยตัวเองให้ได้นะคะ  ไม่ใช่แค่คุณเพียงคนเดียว แต่เพื่อลูกของคุณที่กำลังจะเกิดมาด้วย

เ้จ้าของบทความนี้อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้ แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำัลังเผชิญกับปัญหานี้นะคะ ขอให้สู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้น พยายามยืนด้วยตัวเองอีกครั้ง แล้วก้าวไปข้างหน้า สักวันเมื่อคุณได้สัมผัสกับมือน้อยๆ ของลูกที่จับคุณไว้ คุณจะพบว่า คุณทำสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องที่สุดแล้วค่ะ  สู้ต่อไปนะคะ  single mom ^ ^

ความรักทำให้คนตาบอด


เคยไปนั่งร้านหมูกะทะหรือตามร้านอาหารชายทะเลแล้วเคยสังเกตุเห็นไหมว่า สักพักจะมีคนตาบอดเดินมาเป็นคู่ อาจจะบอดด้วยกันทั้งคู่ หรืออีกคนคอยจับมือจูงคนตาบอดเดิน เราอาจจะเจอพวกเขาได้ในที่ที่มีคนอยู่เยอะๆ  พวกเขาไปที่นั่นเพราะหวังแค่ว่าจะมีคนใจบุญอยู่แถวนั้นบ้าง คนสองคนที่จับมือกันตลอด ค่อยๆ เดินอย่างช้าๆ ทีละก้าว เพราะต่างคนก็มองไม่เห็นอะไรด้วยกันทั้งคู่ นอกจากจะมีไม้เท้าคนละอันแล้ว ในมือของพวกเขาก็มีวิทยุเครื่องเก่าๆ กับไมค์อีกหนึ่งอัน และขันเล็กๆ เก่าๆ สักใบ เราได้ยินได้ฟังเพลงที่พวกเขาร้องอาจจะไม่ได้คุ้นหูมากนัก แต่ก็เป็นเพลงที่เขาตั้งใจร้องเหลือเกิน และเขาก็หวังเพียงว่าพวกเราจะต้องชอบมัน เราเห็นเขาจับมือกัน วินาทีนั้น ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่เราเคยมองข้ามมาตลอด

เราเคยนั่งคิดถึงความรักของคนตาบอดหรือเปล่า? พวกเขารักกันได้ยังไงนะ? เพราะคนตาบอดไม่มีทางรู้เลยว่าคนรักของเขาหน้าตาเป็นยังไง สวย หรือ หล่อ แค่ไหน คนตาบอด รู้แค่เพียงจิตใจของคนรักของเขาเท่านั้น พวกเขามีแค่ความพึงพอใจของกันและกัน ตาสองข้าง ที่ปิดสนิท แต่เปิดใจเข้าหากัน แล้วศึกษาดูใจกันได้ อยู่ด้วยกันได้ เพราะ "ใจ" เพียงอย่างเดียว

ชีวิตของคนตาบอดคู่นี้ ไปด้วยกันทุกหนทุกแห่ง ไม่เคยกลับบ้านดึก ให้อีกฝ่ายต้องกังวลใจ คนตาบอดออกจากบ้านพร้อมกัน และกลับถึงบ้านพร้อมกัน พวกเขาเคยแยกกันบ้างไหมน๊อ? แล้วสิ่งที่คนตาบอดทำเกือบทั้งวัน คือ "จับมือของคนที่เขารักไว้เสมอๆ " พวกเราเคยทำอย่างเขาหรือไม่?

เรามองกลับมาย้อนถึงคนที่ตาดี หลายต่อหลายคน มีหน้าที่การงานที่ดี หลายคนมีหน้าตาที่หล่อ สวย รวยและฉลาด แต่หลายคนกลับต้องมานั่งเสียใจเพราะความรัก หรือเป็นเพราะว่าพวกเรามองเห็นกัน พวกเราคาดหวังอะไรจากคนที่เรารักมากจนเกินไป ความรักของคนตาดี เทียบไม่ได้เลยกับความรักของคนตาบอดเป็นเพราะอะไร คำตอบที่คุณก็รู้อยู่แก่ใจ ,, อย่าเป็นประเภท ตาดี แต่ใจบอด เลยนะคะ

พยายามมองโลกกว้างๆ อย่ามองแค่เพียงสวยงาม อย่ามองเพียงเปลือกนอกที่ใครก็สร้างกันได้ สักวันก็ย่อมมีวันหมดไป รูปลักษณ์ภายนอกของคนบางคนอาจจะไม่ได้สวยงาม แต่เบื้องลึกจิตใจของคนๆนั้น อาจจะดีกว่าคนที่สวยแต่รูปก็เป็นได้นะคะ  เพียงแค่เราเปิดใจศึกษาเขาเหล่านั้น บางทีคุณอาจจะพบว่าโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายเสมอไป...

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ที่มีก็"ไม่ใช่" แต่ที่ใช่ก็ "ไม่ว่าง"

กับคำถามที่ถามว่า ทำไมคนที่มีอยู่ กลับกลายเป็นคนที่ "ไม่ใช่" สำหรับเรา แต่สิ่งที่ใช่สำหรับเรานั้น กลับอยู่ในสถานะที่ "ไม่ว่าง"  คำตอบก็คือ เพราะเรากำลังคาดหวังกับความรักมากเกินไป อยากให้ทุกอย่างออกมาสวยงาม เพรียบพร้อม ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การที่คนสองคนจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ให้เข้าใจกันไปหมดทุกเรื่อง ย่อมเป็นไปได้ยากมาก ต่างคนต่างความคิด ต่างสิ่งแวดล้อม ต่างสังคมที่เคยผ่านมา การจะทำให้คนสองคนผ่านจุดนี้ไปได้ ก็คือความเข้าใจ การยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็นอยู่ให้ได้ เมื่อคิดจะรักใครสักคนแล้ว ก็ควรยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายเป็นใ้ห้ได้ เมื่อทำได้แล้ว คำว่า "ไม่ใช่" ก็จะดูแคบลง หรืออาจจะไม่มีเลย..

สำหรับบางคนที่ยังหวัง หรือยังรอ คนที่ใช่ สำหรับตัวเองอยู่นั้น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า อีกฝ่ายจะคิดตรงกับเราเช่นเดียวกัน ในเมื่อสถานะก็เด่นชัดอยู่แล้วว่า "ไม่ว่าง"  เรายังจะรอให้เขาว่างหรือเปล่า? อะไรคือคำว่า "ใช่" สำหรับเรา รูปลักษณ์ดี ฐานะดี ความคิดความอ่านดี ทัศนคติดี ถ้ามีอะไรดีทุกอย่างแบบนี้แล้วเรามองที่ตัวเราว่าดีพร้อมสำหรับเขาหรือยัง?  คู่รักบางคู่ เคยพบว่า ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย ถามว่าทำไมเขายังมีชีวิตคู่ที่มีความสุขได้ เคยไปถาม ต่างคนก็พูดเหมือนกันว่า อีกฝ่ายไม่ใช่เลยตั้งแต่แรก เรียกได้ว่า ไม่ถูกชะตากันด้วยซ้ำไป แต่เมื่อได้มาศึกษากัน เรียนรู้ลักษณะนิสัยของกันและกัน อีกฝ่ายปรับเปลี่ยนเพื่ออีกฝ่าย อีกฝ่ายยอมรับความผิด ความไม่ดีของอีกฝ่ายได้ อีกฝ่ายรับจุดด้อย จุดเสียของอีกฝ่ายได้ อะไรเหล่านี้ ก็ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาแทบจะไม่มีเลย เพียงแค่การยอมรับของคนสองคน

เพราะฉะนั้นแล้ว การที่จะให้ความรักของเราอยู่ไปได้นาน ๆ เป็นสิบ ยี่สิบปี ต้องมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกัน อย่ามองแค่ว่า เราอดทนให้ถึงที่สุดแค่นั้น เพราะเราก็บอกไม่ได้ว่าจะต้องอดทนไปถึงเมื่อไหร่ อดทนกับยอมรับความเป็นจริงต่างกัน ยอมรับได้ กับ อดทนได้ ถ้าสิ่งที่ควรจะเลือก ควรจะเป็น ยอมรับได้มากกว่า วันนี้ยอมรับได้ ต่อไปก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าวันนี้อดทนได้ ต่อไปความอดทนมีน้อยลง ก็อาจจะอดทนไม่ได้ เช่นนั้นแล้วปัญหาตามมาแน่นอนค่ะ

ก่อนจบบทความ ฝากแง่คิดไว้นิดนึงนะคะว่า "คนที่ใช่อาจจะีไม่ดีพร้อม แต่คนที่ยอม คือคนที่พร้อมที่จะใช่"   ไม่งงกันนะคะ ^ ^

ความหวังของคนผิดหวัง

หลายต่อหลายคน ได้รับความเจ็บปวดจากความผิดหวังในเรื่องของความรัก แต่ใครจะคิดว่าความผิดหวังเหล่านั้น แท้จริงแล้วมีเบื้องหลังมาจาก การให้ความหวัง ของใครคนนึง ที่มีต่ออีกคนหนึ่ง  การรู้สึกดีกับใครสักคน ได้คุย ได้ปรึกษากับใครคนนึง บางทีเราก็เกิดความรู้สึกในใจลึกๆ ว่าเขาคนนั้นอาจจะคิดเหมือนกัน หรือตรงกันกับเรา ด้วยวาจาหรือท่าที ที่เป็นกันเอง จนเกิดเป็นคำว่า ให้ความหวัง แต่แท้ที่จริงแล้ว อาจจะเป็นบุคลิกของเขาหรือนิสัยส่วนตัวของเขาก็เป็นได้ เมื่อความคิดแบบนี้เกิดขึ้นในใจกับเราแล้ว ไม่แปลกเลยที่เราจะคิดแบบนั้น มันไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูกหรอกนะคะ แต่การคิดไปเองฝ่ายเดียวแบบนี้ หากเรามารับรู้ความจริงทีหลังแล้วว่าัเขาไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับเรา คนที่เจ็บปวดมากที่สุดก็คือเราเพียงฝ่ายเดียว แล้วที่สำคัญอาจจะำทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีต่อกัน อาจจะหายไปหรือน้อยไปด้วยเลยทีเดียว

ในการสนทนากับอีกฝ่าย เราต้องวางตัวให้เหมาะสม อย่าให้ความเป็นกันเอง ย้อนกลับไปทำร้ายคนที่เราคุยด้วย เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่จะตามมาอาจจะเลวร้ายกว่าที่คิดก็เป็นได้   ผู้เขียนเองก็เคยมีประสบการณ์จากเพื่อน ๆ มาเล่าให้ฟังบ่อย ๆ นะคะ ประเภทว่า ได้คุยกับคนๆนึง แล้วรู้สึกว่า เขาคนนั้นคือคนที่ใช่ แล้วก็คอยพูดจาหยอกล้อ หยอดคำหวาน เหมือนประมาณว่า หมาหยอกไก่ หยอกกันไป กันมา แรกๆ ก็รู้สึกว่า สนุกสนานดี เฮฮา อยากคุยด้วยบ่อยๆ เรื่อยๆ แต่พอความรู้สึกแบบนี้สั่งสมไปเรื่อยๆ กลับคิดไปเองว่า เขาก็คงคิดเหมือนกับเรา อาจจะมีใจ หรือ มีความรู้สึกดีๆ ให้ต่อกัน เหมือนอย่างที่ตนเองรู้สึกและคิดไปเอง  แต่เมื่อวันหนึ่งเราได้ถามกับอีกฝ่ายตรงๆ ว่า จริงๆ แล้วรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่าที่ผ่านมา เพราะจากการกระำทำและการแสดงออกหลายๆ อย่างทำให้คิดเป็นแบบนั้น แต่กลับได้คำตอบที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ตั้งใจว่าจะได้รับ แน่นอน สิ่งที่ได้รับคือความ "ผิดหวัง" แล้วแทบจะทุกคนที่ไม่ได้โทษตัวเอง แต่กลับโทษอีกฝ่าย ว่าเป็นเพราะ มาให้ "ความหวัง"

เพราะฉะนั้น การจะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ให้เกิดขึ้น เมื่อมีการพูดคุยกันได้สักระยะ รู้สึกว่าถูกคอ หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้คิดไปได้ว่า เริ่มแปลกๆไปแล้วกับความรุ้สึกเดิม ๆ ให้รีบถามความรู้สึกอีกฝ่ายโดยเร็วเพื่อให้เข้าใจตรงกัน อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์เนิ่นนานเกินไป แล้วจะสายไปสำหรับการแ้ก้ไข อย่างน้อยกาที่เราได้รู้ถึงความรู้สึกที่ตรงกัน ก็ทำให้เราได้หยุดความสัมพันธ์ ไม่เดินต่อ และหยุดไว้แค่ระดับที่เราสองคนอยากให้เป็น อาจจะเป็นแค่เพื่อน หรือที่ปรึกษาที่รู้ใจกัน แต่ไม่ได้เกินเลยข้ามไประดับแฟนหรือคนรัก เมื่อทำแบบนี้แล้ว เราก็จะไม่เสียทั้งเพื่อนที่ดี ที่รู้ใจและก็ยังได้ความสัมพันธ์ที่ดีๆ ต่อไปอีกนานเท่านานค่ะ

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สั้นๆแต่เข้าใจ

           คำพูดที่ว่า "อย่าคบใคร" เพียงเพราะว่าเหงา ถ้าพลาดไปโดนเค้าหลอก "เอา" มันจะ "เหงายิ่งกว่า"  หลายๆ คนเอาไปตั้ง Status  ในเฟสบุ๊ก หรือใน MSN  แม้เป็นประโยคสั้นๆ แต่คนที่ได้อ่านรู้สึก "โดนใจ" 
          ผู้หญิงหลายคน อาจจะคิดว่า การที่เรายอมเปิดใจคบใครสักคน อาจจะเพียงเพราะว่ารู้สึกเหงา รู้สึกอยากมีคนข้างกายเวลาที่ต้องการคำปรึกษา หรือความคิดเห็น หรือหนักกว่านั้นคือให้ได้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่ความเหงาบางทีก็อาจจะทำให้เราคิดผิดพลาดไป เพราะการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนั้น มีอะไรมากกว่า ความต้องการทางกายหรือใจ หรือมากกว่าความรู้สึกแค่คำสั้นๆคำว่า "เหงา"  สิ่งที่คิดผิดพลาดไปแล้ว การผิดพลาดไม่สามารถย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นได้ใหม่ เพราะรักไม่ใช่เกมส์ ที่เมื่อ game over จะกลับไปสู่จุด restart ได้ทันที
        จึงอยากเตือนใจหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิง หากต้องการศึกษาใครสักคน ควรถนอมความสัมพันธ์ในอยู่ในระยะที่สมควร อย่าเอาแค่ความรู้สึก "เหงา" มาทำให้เราต้องลืมคิดไปถึงอนาคตข้างหน้าหรือปัญหาที่อาจจะตามมาได้นะคะ

โสดคูณสอง

          หลายต่อหลายคน ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตคู่ที่เพียบพร้อม และมีความสุข แต่น้อยคนนักจะเป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ โดยเฉพาะตอนนี้ สาวๆ หลายคน เริ่มจะมีสถานะ "โสด" กันมากขึ้น อาจเป็นเพราะว่า ผู้หญิงสามารถหาเงินด้วยตัวเองได้แล้ว มีความสามารถมากขึ้น สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้มากขึ้น จากนี้เองทำให้ผู้หญิงหลายๆ คนมีความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้น และคิดว่าไม่มีความจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตคู่
          บางคนใฝ่หา "ชีวิตคู่"  บางคนเรียกร้องอยากกลับมาใช้ "ชีวิตโสด"   หลายครั้งที่ตัวเราเองได้ยินได้ฟัง ได้ัรับรู้ จากบรรดาเพื่อนด้วยกัน บอกเล่าถึงปัญหาการมีชีวิตคู่ ทะเลาะกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้าง มีปัญหาเรื่องครอบครัว ญาติ พี่น้องมาเกี่ยวข้อง เรื่องเงิน ธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาสำหรับชีวิตคู่เป็นอย่างมาก เพราะคำว่า ชีวิตคู่นั้น คือการมีต้องเผชิญกับปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่เพียงลำพัง แต่ทุกครั้งที่มีปัญหาเกิดขึ้น มักจะมีแค่เพียงคนเดียวที่ต้องแก้ปัญหานี้เพียงลำพัง จึงทำให้ได้ยินบ่อยๆ จากคนที่มีชีวิตคู่อยากจะเรียกร้องการกลับมาใช้ ชีวิตโสดอีกครั้ง บางคนอาจจะยังทำได้ เพราะไม่มีภาระผูกพัน แต่สำหรับบางคน หากมีลูก หรือมีหนี้สินผูกพัน ย่อมเป็นไปได้ยากและสิ่งที่ำทำได้คือต้อง อดทนเท่านั้น!!
          เพราะฉะนั้น การจะใช้ชีิวิตร่วมกับใครสักคน ไม่ใช่แค่ว่าใช้คำว่า "รัก" เพียงอย่างเดียว ต้องมีความ "เข้าใจ" และ ความ "อดทน" ให้มากที่สุด ถ้าเราพร้อมที่จะทำเพื่อใครสักคนได้ ถึงตอนนั้นเราก็คงพร้อมที่จะใช้คำว่า "เรา" และเดินไปด้วยกันอย่างมีความสุข แน่นอนค่ะ ^ ^

พูดแล้วย้อนคืนไม่ได้ !!

          หลายครั้งที่เรารู้สึกอยากจะย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขสิ่งที่เคยพูดไม่ดี สิ่งที่ทำให้คนฟังรู้สึกแย่ เพราะ ณ ตอนนั้น เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจพูดออกไป แต่ด้วยอารมณ์ หรือสติสัมปัชญะของเราอาจจะนำพาให้เราต้องพูดออกไปโดยไม่ได้คิด
          คนที่ได้รับฟังจากสิ่งที่เราพูดออกจากปาก แม้เป็นเพียงประโยคที่บางคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่สำหรับคนที่ฟังบางคน แล้วทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หรือเจ็บใจ คนฟังนั้นอาจจะไม่ได้พูดออกมา แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า คนๆนั้น "ไม่เสียใจ"  หรือแม้คำพูดที่บอกว่า "ไม่เป็นไร" ที่อาจจะออกมาด้วยความขมขื่นนั้น บางทีแล้ว ไม่ใช่แปลว่า "ไม่รู้สึก"
         มีเพียง 2 สิ่งบนโลก ที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้ คือ "เวลา" และ "คำพูด"   เพราะฉะนั้นแล้ว การที่เราจะพูดอะไรออกไป ควรคำนึงถึงจิตใจของผู้ที่ฟัง ทำอย่างไร ให้ผู้ฟังรู้สึกฟังแล้วสบายใจ รู้สึกว่าเราไม่ได้ทำให้คนฟังดูแย่ คำพูดที่ดี ควรเป็นคำพูดที่ฟังแล้วได้กำลังใจ มีความหวัง หรือทำให้คนฟังรู้สึกว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ..
        ก่อนพูด...ควรคิดให้ดี ,, อย่าพูดโดยไม่คิด บางครั้ง ไม่ต้องพูด ทุกคำที่คิด 
        ลองดูค่ะ  ไม่ยาก สำหรับการใช้สติก่อนพูด