ก่อนอื่น ขอสวัสดีปีใหม่ ปี 2555 กับเพื่อนๆ และทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้นะคะ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่สดใสและสดชื่น สุขภาพดีทั้งร่างกายและหัวใจ มีหัวใจที่แข็งแรง อะไรที่ไม่ดี ก็ขอให้ผ่านพ้นไปกับปีเก่าๆ นะคะ สำหรับหลายคนที่เคยเศร้าและเสียใจกับปีที่ผ่านมา อยากจะให้ลองคิดทบทวนในวันเริ่มปีใหม่นี้ ว่าจะทำยังไง ให้ปีีนี้เป็นปีแห่งความสุข เพราะคนเราไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี กี่วัน หัวใจของคนเรา ก็ยังเป็นดวงเดิม ที่บอกแบบนี้ เพราะว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นความสุข หัวใจเราก็ีมีความสุขตามไปด้วย แต่ถ้าอะไรที่ทำให้เป็นทุกข์ แน่นอนว่า หัวใจของเราก็ต้องเจ็บช้ำ แล้วทุกข์ใจ เสียใจ ไปตามกระทำนั้นเช่นกัน
หัวใจของคนเรา จะแข็งแรงได้ ส่วนใหญ่ก็มาจากการคิด การดูแลรักษาของตัวเราเอง หากเรายังคงผูกพันกับสิ่งที่ทำให้ปวดร้าว ปวดใจ หัวใจของเราก็ย่อมอ่อนแลลงไปทุกวัน ทีละนิด ทีละนิด หากหัวใจยังไม่รีบรักษา หัวใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ถูกทำร้าย ถูกใช้งานบ่อยๆ โดยที่ไม่มีแรงกระตุ้นหรือไม่มีวันพักผ่อน ถ้าเราปล่อยหัวใจได้พักบ้าง เวลาที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยมากเกินไป หยุดคิด หยุดทำร้ายตัวเอง ผ่อนคลาย ปลดปล่อยสิ่งที่ทำให้เศร้า เหงา แล้วเปลี่ยนเป็น ความกระชุ่มกระชวย ความสดชื่น เมื่อหัวใจได้รับผลตอบสนองแบบนั้น หัวใจเหมือนมีแรงต้านทาน มีพลัง แข็งแรง การสูบฉีดก็ทำงานได้เต็มที่ ไม่เหนื่อยอ่อน ไม่ท้อแท้ ถ้าเรายังทำเต็มที่ไม่ได้ เพียงแค่เราค่อยๆ ลดลง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง หัวใจก็รู้หน้าที่ในการปรับตัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พอวันหนึ่งหัวใจเราสมบูรณ์ พร้อม เมื่อถึงตอนนั้นหัวใจของเราจะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง หากมีปัญหาหรืออะไรที่เข้ามาทำร้ายอีก หัวใจก็พร้อมที่จะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น เสมือนว่าไม่มีอะไรมาทำร้ายได้อีกเลย
อย่าลืมนะคะว่าเราสามารถเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการกระทำกับร่างกายของเราได้ แต่หัวใจของเราไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ เริ่มดูแลหัวใจของเรากันตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวของเราเองนะคะ รอยยิ้มที่สดใส จะช่วยทำให้หัวใจได้สดชื่น เริ่มเลยค่ะ... Let's go !!
เพราะเข้าใจ
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554
หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ
เช้าวันนี้อากาศสดใส ลมหนาวพัดมาให้อบอุ่นหัวใจ พอเย็นใจ ได้ฟังเพลงเก่า ของเบิร์ด ธงไชย (อีกแล้ว) ชื่อเพลง "หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ" ฟังกี่ที ก็ยังคงความไพเราะเหมือนเดิม เนื้อหาของเพลงได้พูดถึงการดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะตอนที่เราต้องห่างกัน หรือตอนที่เราใช้เวลาอยู่ร่วมกัน เมื่อฟังเพลง ก็ทำให้ย้อนมานั่งดูว่า ตอนนี้เราได้ดูแลคู่ของเราดีพอหรือยัง มีสิ่งใดที่ขาดตกบกพร่องไปบ้าง หรือมีอะไรที่เรายังไม่เคยทำเพื่อคนที่เรารัก เพราะในบางครั้งเราอาจจะเคยทำร้ายหัวใจ ทำร้ายความรู้สึกดีๆของคนที่เรารักไปบ้าง โดยที่เราไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่เราไม่เอ่ยคำว่า "ขอโทษ" เพียงเพราะว่าความเคยชินหรือเพียงเพราะเห็นแก่ศักดิ์ศรี แล้วคิดเองเสมอว่า เราต้องเป็นฝ่ายโดยง้อ มากกว่าไปง้อหรือเอ่ยคำว่าขอโทษ ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิด และต้องรีบแก้ไขโดยด่วน เพราะคงไม่มีใครจะยอมใครได้ไปตลอดทั้งชีวิต ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีความผิดแล้วยังต้องมารับผิดแทนด้วยแล้ว สักวันแก้วที่มีรอยร้าวก็จะต้องแตก จนไม่สามารถประกอบกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แน่นอน
ทางที่ดีที่เราจะเลี่ยงเหตุการณ์แบบนั้น คือเราต้องคิดเสมอว่า อะไรที่เราไม่อยากให้เป็น ไม่อยากให้อีกฝ่ายปฏิบัติกับเรา แน่นอนเรารู้อยู่แก่ใจว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่อยากได้ เราก็ควรจะคิดเช่นนั้นและปฏิบัติตัวเช่นนั้นกับอีกฝ่ายเช่นกัน ใจเขา ใจเรา ถ้าเราต่างคนต่างดูแลความรักซึ่งกันและกัน เหมือนในครั้งแรกที่เราเริ่มรู้จักกัน ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน รักษามิตรภาพที่ดีๆ เอาไว้ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะทำอะไร เพราะคงไม่มีใครอยากจะต้องมาคอยทะเลาะกัน ทุกคนไม่อยากมีปัญหา แต่เมื่อบางครั้งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราก็ควรแก้ที่ต้นเหตุ มากกว่าแก้ปัญหาเป็นครั้งคราวไป มันไม่ใช่หนทางที่ดีเลย หากเราพยายามใจเย็นลงสักนิด แล้วพยายามคิดทบทวนกับสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา แล้วหาทางแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก จะดีกว่ามั้ย? ถ้ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย อย่างน้อยความรู้สึกดีๆ ของแต่ละคนก็ไม่โดนบั่นทอนลงไป
หัวใจของคนเรามีไว้ให้รักกัน มากกว่ามีไว้ให้ทำลายความรู้สึกดีๆ ต่อกัน เมื่อเรามีหัวใจที่ตรงกันได้้แล้ว ความรู้สึกดี ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นมาพร้อมกับความรัก เมื่อเราต่างคนต่างใจตรงกัน ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะก่อกำแพงแห่งความรักเอาไว้ให้แน่นหนา ให้รักของเราทั้งสองคน อยู่คู่กันไปตลอด แค่เราหมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจของเรา แค่นี้ความรักและความรู้สึกดี ๆ ก็มีได้ทุกวันแล้วล่ะค่ะ ยอมรับและเปิดใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ดูแลหัวใจกันมากขึ้น โลกของคุณสองคนก็จะมีแต่สีชมพู ที่สดใส จนใครหลายๆ คนต้องอิจฉากันเลยทีเดียว ลองดูนะคะ ไม่ยากหรอกค่ะ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเอง แต่เราทำเพื่อคนที่เรารักแล้วคนๆ นั้นก็รักเราด้วย มันเยี่ยมใช่ไหมล่ะคะ? ----- When i fall in love โชคดีทุกคู่รักนะคะ
วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554
"กอด" คือเสื้อกันหนาวที่มี "หัวใจ"
คำว่า "กอด" แค่ได้ยินก็รู้สึก อบอุ่น แล้ว ยิ่งถ้าได้สัมผัสจากคนที่เรารักหรือรู้สึกดี จะิิยิ่งทำให้กอดนั้นอบอุ่นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ทุกวันนี้เรามีเวลากอดคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากน้อยแค่ไหนกัน บางคนทุ่มเวลาทั้งวันไปกับการทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว บางคนเอาเวลาหมดไปกับเรื่องไร้สาระต่างๆมากมาย แล้วปล่อยทิ้งคนในบ้านให้ว้าเหว่ เหงา และเปล่าเปลี่ยว เราลองใช้เวลาแค่สิบหรือยี่สิบนาที เข้าไปกอดแน่นๆ ความรู้สึกที่คุณจะได้รับ มากกว่าอะไรทั้งปวง พลังของการกอด ช่างอบอุ่นจนแทบไม่อยากจะปล่อยออกจากอ้อมกอดนั้นไปเลย
เคยได้ยินมาว่า กอด เป็นยารักษาชั้นเยี่ยมของคนที่กำลังตกอยู่ในภาวะเศร้าซึม เหงา อาจจะเป็นยาตัวเดียวที่ไม่ต้องหาซื้อที่ร้านยาที่ไหน และเป็นยาที่เราไม่ต้องเสียเงินสักบาทเพื่อจะได้ยาตัวนี้มา แต่เป็นยาที่เราสามารถผลิตได้เอง และทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเมื่อไหร่ เวลาไหน เพียงแค่เราโอบกอดหรือสวมกอดใครสักคนไว้ด้วยความรัก ไออุ่นจากความรักจะส่งผ่านจากการกอดกัน เป็นความอบอุ่นที่ทำให้ทั้งผู้ถูกกอดและผู้สวมกอดรับรู้ได้ว่า การกอดนั้นทำให้เรามีความสุขมากเพียงใด ไม่มีกอดใดทำให้คนปวดร้าว มีแต่เมื่อได้กอด จะทำให้มีความสุข ไม่แปลกเลยที่ประเทศหนึ่งจะเอาการ กอดกัน เป็นวัฒนธรรมของประเทศนั้น เื่มื่อเจอกัน จะสวมกอดกันอย่างเป็นมิตร และเป็นกันเอง บ่งบอกถึงความรักที่มอบให้กัน บางคนคิดว่า กอดกัน เป็นการกระำทำที่ไม่สมควร ในที่สาธารณะ หากคิดเช่นนั้น เราก็เลี่ยงที่จะทำกริยาแบบนั้นได้ ในที่ไพรเวท หรือที่เห็นสมควร เพราะคนที่เป็นผู้ใหญ่อาจจะคิดว่า วัฒนธรรมของคนไทยไม่เหมือนกับฝรั่ง นอกจากการกอดในวัยที่ต่างกัน เช่น ผู้ใหญ่กอดเด็ก หรือ เด็กกอดผู้สูงอายุ แต่ถ้าเ็ป็นวัยหนุ่มสาว บางทีคนอื่นอาจจะมองว่าไม่สมควร ก็ควรเลือกสถานที่ให้เหมาะสมนะคะ จะทำให้การกอดไม่ถูกมองว่าเป็นอย่างอื่นในทางไม่ดีไป
หน้าหนาวแบบนี้ หลายๆ คน คงอยากมีใครสักคนเพื่อให้ไออุ่น หรือให้ความอบอุ่น การกอดกันเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่ทำให้หายหนาวได้ สำหรับคนโสด หรือคนที่อยู่ลำพัง คงมีเพียงเสื้อกันหนาว หรือผ้าห่มผืนหนา ๆ ที่พอจะช่วยให้บรรเทาความหนาวลงได้ แต่สำหรับคนที่มีความรัก อากาศหนาวแบบนี้ หลายคนคงจะนึกถึงคนที่ตนเองรักอยู่ใช่ไหมคะ? คงจะดีไม่น้อยเลย ถ้าเวลาที่เรารู้สึกหนาว แล้วมีใครสักคนเดินเข้ามาโอบกอดเรา ให้ความอบอุ่นกับเรา ความหนาวก็คงจะบรรเทาไปได้อย่างดีเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น หน้าหนาวนี้ มาบอกรักกันโดยการ "กอด" กันดีกว่าค่ะ นอกจากจะอุ่นกายแล้ว ยังอุ่นใจได้ด้วย เหมือนอย่างที่เค้าว่ากันว่า "กอด" คือเสื้อกันหนาวที่มี "หัวใจ" อย่างไงล่ะคะ อิอิ
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ของขวัญวันปวดใจ
ขึ้นชื่อว่า "ของขวัญ" ใครๆ ก็อยากได้ ซึ่งการที่เราจะได้รับของขวัญนี้ส่วนใหญ่แล้วเนื่องในโอกาสดี ๆ หรือโอกาสพิเศษ ตามเทศกาล โดยที่เราไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่เพียงแค่รู้ว่าจะได้รับของขวัญเราจะรู้สึกดีใจและตื่นเต้น โดยเฉพาะได้จากคนที่เรารัก แต่สำหรับบางคน กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะของขวัญที่ได้รับนั้น กลับกลายของขวัญในวันที่ปวดใจ นั่นก็คือ การบอกเลิก บางคนเลือกวันและเวลาสำหรับการบอกเลิกกัน ในวันพิเศษของอีกคน นอกจากจะไม่ได้รับของขวัญที่ทำให้มีความสุขแล้ว ยังได้รับสิ่งที่เรียกว่าเสียใจมากที่สุดทดแทน ซึ่งแน่นอนของขวัญแบบนี้คงไม่มีใครอยากจะได้รับสักเท่าไหร่ ถ้าเลือกได้ คงจะไม่รับเลยด้วยซ้ำไป
แต่เมื่อเราได้รับของขวัญชิ้นนี้มาแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อไป จะนั่งคร่ำครวญ เสียใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือพยายามหาสาเหตุของการบอกเลิก แรก ๆ คงไม่มีใครตั้งสติได้ เพราะเป็นอะไรที่กระทันหัน หรือบางคนโชคดีหน่อย ที่ว่าอาจจะมีลางบอกเหตุ หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ยอมรับได้ว่า สักวันก็ต้องมีวันนี้ อาจจะตั้งตัวไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมรับความจริงได้ทั้งหมด ความเสียใจจากการต้องจากคนที่เรารู้สึกดีไป เป็นการเสียใจ ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นสำหรับชีวิตคู่ แต่เมื่อวันหนึ่งทั้งคู่ได้เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า อิ่มตัว จนไม่สามารถหาทางออกได้ดีไปกว่าการบอกเลิกแล้ว ก็คงต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว สักวันก็ต้องมีวันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะทำตัวอย่างไรไม่ให้ตนเองต้องเสียใจไปมากกว่านี้
1. ยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยให้คิดไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน และไม่สามารถครอบครองไว้ได้ตลอดไป หากไม่ใช่สิ่งของ ที่ไม่มีหัวใจแล้ว ยากเหลือเกินที่จะทำให้ คน ๆ นึงอยู่กับเราไปได้ตลอดจนชีวิตของเรา ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้องอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันหลายอย่าง ทั้งการปรับตัวเข้าหากัน และการเห็นอกเห็นใจ การอดทน อดกลั้น และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งน้อยคนนักที่จะผ่านจุดนี้ไปได้ ทุกคนย่อมมีวันที่เสียใจ และเสียของที่รักไป ไม่ว่าจะเป็นการจากเป็น หรือจากตาย ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ต้องยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด เพื่อให้เรามีกำลังกาย กำลังใจที่จะเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย
2. ดูแลหัวใจตัวเอง ให้มีความสุขอยู่เสมอ ทำอย่างไร? ไม่ยากเลยค่ะ ถ้าคิดจะทำจริงๆ เมื่อเราทำข้อ 1 ได้แล้ว ต่อมาคือการทำจิตใจให้สดใส ร่าเริง ไม่จมอยู่กับอดีตที่ผ่านมา มองไปข้างหน้า ไม่พาตัวเองไปสู่เรื่องเดิมๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆที่จะสามารถทำให้หวนกลับมาคิดถึงอีกได้ พยายามไปที่ ที่ไม่เคยไป พูดคุยพบปะกับเพื่อนหรือสร้างสัมพันธภาพกับมิตรภาพใหม่ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่เป็นการได้รู้จักเพื่อนเพิ่มอีกคนหรืออาจจะหลายคน เพื่อทดแทนคนที่เราเสียไปหนึ่งคน คิดแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่เพียงตัวคนเดียว และยังมีอะไรอีกมากมายที่จะทำให้เรา สร้างความสุขได้ สร้างรอยยิ้มได้ จากรอบข้างเรา หรือจากสิ่งแวดล้อมที่เราเจอในแต่ละวันเพียงแค่เราเปิดใจยอมรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามา แค่นี้ชีวิตก็ไม่น่าเบื่อและจมอยู่กับความเศร้า เมื่อเรามีความสุขจากภายนอก ก็จะส่งผลให้ภายในเรามีความสุขไปด้วยนะคะ
เมื่อเราทำได้ผ่านทั้ง 2 ข้อแล้ว เชื่อว่าต่อไป หากว่าได้รับของขวัญที่ปวดใจแบบนี้อีก ทุกคนจะเปิดของขวัญออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม แล้วยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีแม้น้ำตาออกมาเลยสักหยดเดียวค่ะ เข้มแข็งเพื่อสิ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอย่าง แค่นี้ก็ทำให้เราผ่านอุปสรรคและความทุกข์ต่าง ๆ ภายในจิตใจเราไปได้อย่างแน่นอนค่ะ
แต่เมื่อเราได้รับของขวัญชิ้นนี้มาแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อไป จะนั่งคร่ำครวญ เสียใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือพยายามหาสาเหตุของการบอกเลิก แรก ๆ คงไม่มีใครตั้งสติได้ เพราะเป็นอะไรที่กระทันหัน หรือบางคนโชคดีหน่อย ที่ว่าอาจจะมีลางบอกเหตุ หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ยอมรับได้ว่า สักวันก็ต้องมีวันนี้ อาจจะตั้งตัวไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมรับความจริงได้ทั้งหมด ความเสียใจจากการต้องจากคนที่เรารู้สึกดีไป เป็นการเสียใจ ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นสำหรับชีวิตคู่ แต่เมื่อวันหนึ่งทั้งคู่ได้เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า อิ่มตัว จนไม่สามารถหาทางออกได้ดีไปกว่าการบอกเลิกแล้ว ก็คงต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว สักวันก็ต้องมีวันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะทำตัวอย่างไรไม่ให้ตนเองต้องเสียใจไปมากกว่านี้
1. ยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยให้คิดไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน และไม่สามารถครอบครองไว้ได้ตลอดไป หากไม่ใช่สิ่งของ ที่ไม่มีหัวใจแล้ว ยากเหลือเกินที่จะทำให้ คน ๆ นึงอยู่กับเราไปได้ตลอดจนชีวิตของเรา ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้องอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันหลายอย่าง ทั้งการปรับตัวเข้าหากัน และการเห็นอกเห็นใจ การอดทน อดกลั้น และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งน้อยคนนักที่จะผ่านจุดนี้ไปได้ ทุกคนย่อมมีวันที่เสียใจ และเสียของที่รักไป ไม่ว่าจะเป็นการจากเป็น หรือจากตาย ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ต้องยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด เพื่อให้เรามีกำลังกาย กำลังใจที่จะเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย
2. ดูแลหัวใจตัวเอง ให้มีความสุขอยู่เสมอ ทำอย่างไร? ไม่ยากเลยค่ะ ถ้าคิดจะทำจริงๆ เมื่อเราทำข้อ 1 ได้แล้ว ต่อมาคือการทำจิตใจให้สดใส ร่าเริง ไม่จมอยู่กับอดีตที่ผ่านมา มองไปข้างหน้า ไม่พาตัวเองไปสู่เรื่องเดิมๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆที่จะสามารถทำให้หวนกลับมาคิดถึงอีกได้ พยายามไปที่ ที่ไม่เคยไป พูดคุยพบปะกับเพื่อนหรือสร้างสัมพันธภาพกับมิตรภาพใหม่ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่เป็นการได้รู้จักเพื่อนเพิ่มอีกคนหรืออาจจะหลายคน เพื่อทดแทนคนที่เราเสียไปหนึ่งคน คิดแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่เพียงตัวคนเดียว และยังมีอะไรอีกมากมายที่จะทำให้เรา สร้างความสุขได้ สร้างรอยยิ้มได้ จากรอบข้างเรา หรือจากสิ่งแวดล้อมที่เราเจอในแต่ละวันเพียงแค่เราเปิดใจยอมรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามา แค่นี้ชีวิตก็ไม่น่าเบื่อและจมอยู่กับความเศร้า เมื่อเรามีความสุขจากภายนอก ก็จะส่งผลให้ภายในเรามีความสุขไปด้วยนะคะ
เมื่อเราทำได้ผ่านทั้ง 2 ข้อแล้ว เชื่อว่าต่อไป หากว่าได้รับของขวัญที่ปวดใจแบบนี้อีก ทุกคนจะเปิดของขวัญออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม แล้วยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีแม้น้ำตาออกมาเลยสักหยดเดียวค่ะ เข้มแข็งเพื่อสิ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอย่าง แค่นี้ก็ทำให้เราผ่านอุปสรรคและความทุกข์ต่าง ๆ ภายในจิตใจเราไปได้อย่างแน่นอนค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554
เวลาไม่เคยพอ
เวลาของคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ทำไมหลายคนชอบบ่นว่า เวลาไม่เคยพอ เรามานั่งคิดบ้างเหรือเปล่าว่าเราเอาเวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องที่ไม่มีประโยชน์หรือไร้สาระหรือเปล่า? การบริหารเวลาเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวัน หากคนเราไม่รู้จักการใช้เวลาให้คุ้มค่า เวลาก็จะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ในวันๆ หนึ่งเราเริ่มจากการตื่นนอน เรามีเวลาอยู่จำกัดแค่ ครึ่งชม.หรือหนึ่งชม.เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว เตรียมพร้อมไปทำงานหรือทำธุรกิจส่วนตัวหรือไปศึกษาเล่าเรียน ทุกคนย่อมมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน เวลาต่อมาเรามักจะเสียให้กับการเดินทางเพื่อไปทำงาน หรือไปเรียนยิ่งในกรุงเทพฯ ที่มีการจราจรที่ติดขัดแล้ว บางคนต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด เพื่อที่จะไปถึงที่ทำงานให้ทันเวลา โดยใช้ระยะเวลา
การเดินทางเกือบ 2-3 ชั่วโมงเลยก็มี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมเราไม่เปลี่ยนแปลงหรือวางแผนใหม่ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนโดยการย้ายไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน เพื่อประหยัดเวลาการเดินทาง แถมยังพ่วงค่าใช้จ่ายด้วย จะเป็นการดีกว่าไหม? ถ้าหากทำไม่ได้เราก็หาที่ทำงานที่ใกล้กับบ้าน อย่างน้อยเป็นการดีหลายๆอย่าง เราไม่ต้องรีบตื่น และไม่ต้องกระตือรือร้นเพื่อไปทำงานแต่เช้าไม่ต้องผจญกับรถติดและปัญหาอื่นๆที่ตามมา พอถึงที่ทำงาน เราทำงานเพื่อแลกกับเงินเดือน ใช้เวลาช่วงเช้าประมาณ 3-4 ชม.เรามีเวลาพักทานข้าวเที่ยงประมาณ 1 ชม. หมดไปแล้วครึ่งวัน เหลืออีกครึ่งวันหลังจากพักเที่ยงก็กลับเข้ามาทำงานต่อ
มีเวลาทำงานอีก 4 ชม. แล้วก็ถึงเวลาเลิกงาน หลังเลิกงาน เราจะไปไหนได้อีก นอกจากเดินทางกลับบ้านเพื่อมาพักผ่อน บางคนอาจจะแบ่งเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้าง หรือไปเดินห้างกับครอบครัว มีเวลาเหลือประมาณ ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องเข้านอนเพื่อพักผ่อนเตรียมพร้อมสำหรับเริ่มต้นวันใหม่ ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนก็มักจะวนเวียนแบบนี้ แต่สำหรับคนทำธุรกิจ บางคนอาจจะจัดสรรเวลาที่คล้ายๆกัน แต่บางคนอาจจะต้องทำมากกว่าเพื่อแลกกับเงินที่ต้องได้มาแต่ละวัน
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมบางคนจึงเรียกร้องอยากมีเวลาเพิ่มในแต่ละวัน เพราะหมดไปกับภาระหน้าที่ที่ต้องทำจะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจัดสรรเวลาใหม่ ทำทุกอย่างให้เป็นระบบ เวลางานก็ทำงาน ถ้าเลิกงาน เรามีเวลาให้กับคนในครอบครัวมากน้อยแค่ไหนเราไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกเพื่อหาอาหารหรู ๆ ทาน หรือไปที่ต่าง ๆ เพื่อสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แถมการไปแต่ละครั้งก็หมดไปกับการเดินทาง
ทำไมเราไม่อยู่ที่บ้าน แล้วทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ที่บ้าน อาจจะมีวันไหนที่เราชวนกันทำอาหารทานเองในครอบครัว นอกจากจะเป็นการประหยัดแล้วยังสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดีขึ้นด้วย
เพียงแค่เรารู้จักบริหารจัดการเวลา เพียงแค่นี้ เราทุกคนก็มีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมงแล้วนะคะ ลองทำดูค่ะ อะไรที่ทำทุกวันนี้แล้วรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์หรือเสียเวลาไปเปล่าๆ ปรับเปลี่ยนมาใช้เวลาที่เสียไปเหล่านั้นให้คุ้มค่าและมีความหมายดีกว่านะคะ เพราะเวลาถ้าเสียไปแล้ว ก็ไม่สามารถย้อนคืนมาได้ ยิ่งถ้าเราบริหารจัดการเวลาดีๆ เผลอๆ คุณจะมาบอกกับเจ้าของบล๊อกใหม่ก็ได้นะคะว่า เวลาเหลือทำอะไรดีน๊า?? ถึงตอนนั้นคุณค่อยมานั่งคิดดีกว่าค่ะ เพราะมีเวลาเหลือ ย่อมดีกว่า ไม่เหลือเวลา ถูกมั้ยคะ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





